สำนักข่าว Kan สื่อวิทยุและโทรทัศน์สาธารณะของอิสราเอลรายงานว่า สหรัฐฯ ได้แจ้งต่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ให้ทราบถึงแผนการเพิ่มความเข้มข้นของปฏิบัติการโจมตีอิหร่านในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งจะรวมถึงการใช้งานเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดใหญ่เป็นครั้งแรกในปฏิบัติการทางทหารร่วมกันของทั้งสองชาติต่ออิหร่านในปีนี้
รายงานของสำนักข่าว Kan คาดว่าภารกิจของเครื่องบินทิ้งระเบิดสหรัฐฯ เหล่านี้คือภูเขาพิกแอกซ์ (Pickaxe Mountain) ที่เชื่อว่าเป็นแหล่งซ่อนอุปกรณ์และวัตถุดิบผลิตอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน
โดยการแจ้งแผนการดังกล่าวให้รัฐบาลอิสราเอลรับทราบ มีจุดประสงค์เพื่อให้อิสราเอลเตรียมความพร้อมรับมือกับการโจมตีของอิหร่านที่อาจตอบโต้การยกระดับปฏิบัติการของสหรัฐฯ ด้วยการยิงขีปนาวุธเข้าใส่ดินแดนอิสราเอล
ในวันเดียวกัน อิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าใช้เทือกเขาพิกแอกซ์เป็นข้ออ้างในการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าจะโจมตีสถานที่แห่งนี้เนื่องจากสงสัยว่ามีฐานนิวเคลียร์อยู่ใต้ดิน ซึ่งฝ่ายอิหร่านยืนยันว่าไม่มี
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความขู่อิหร่านผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะทิ้งระเบิดทำลายสะพานหรือโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่ง ทุกครั้งที่อิหร่านเล็งเป้าโจมตีเรือที่กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางการยิงปะทะกันรายวันที่ยังไม่มีท่าทีจะหยุดลง
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์เคยขู่ว่าจะมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนของอิหร่าน และเคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Fox News เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า สหรัฐฯ จะทำลายสะพานทั้งหมดของอิหร่าน หากไม่ยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจา
คำขู่ล่าสุดของทรัมป์เกิดขึ้นในขณะที่การยิงอาวุธตอบโต้กันรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านดำเนินมาเกือบครบ 2 สัปดาห์แล้ว
โดยสหรัฐฯ ยังคงมุ่งเป้าโจมตีเป้าหมายตามเมืองและท่าเรือของอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เตหะรานตอบโต้ด้วยการโจมตีทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ในชาติอาหรับอย่าง จอร์แดน บาห์เรน และคูเวต
อีกความเคลื่อนไหวสำคัญที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางในวันเดียวกัน คือการลงนามอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียในข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
แม้จะเป็นข้อตกลงด้านการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ แต่สำนักข่าว BBC ของอังกฤษรายงาน โดยอ้างแหล่งข่าว 2 คนที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้ว่า กรอบการทำงานภายใต้ข้อตกลงฉบับนี้จะปูทางไปสู่การสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งวัตถุดิบดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการผลิตอาวุธนิวเคลียร์
นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังได้ลงนามในสนธิสัญญาความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
โดยกระทรวงกลาโหมปากีสถานระบุว่า หากมีความจำเป็น โครงการนิวเคลียร์ของปากีสถานจะพร้อมสนับสนุนซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังอิสราเอลที่เชื่อกันว่าเป็นประเทศเดียวในตะวันออกกลางที่มีอาวุธนิวเคลียร์