กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่อย่างหนัก เพื่อตอบโต้การยิงขีปนาวุธของอิหร่านใส่กองกำลังอเมริกันในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความหวังว่าความขัดแย้งจะคลี่คลายลงอย่างรวดเร็วต้องสั่นคลอน หลังการสู้รบเพิ่งหยุดชะงักไปช่วงสั้น ๆ
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ระบุว่า กองกำลังสหรัฐฯ เสร็จสิ้นปฏิบัติการโจมตี “ระลอกหนัก” เมื่อเวลา 22.00 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคมตามเวลาสหรัฐฯ โดยเป็นการตอบโต้ความพยายามโจมตีกองกำลังอเมริกันของอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม
CENTCOM เรียกปฏิบัติการดังกล่าวว่าเป็นการตอบโต้อย่างทรงพลัง และเปิดเผยว่าการโจมตีซึ่งกินเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง พุ่งเป้าไปยังสถานที่ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน หรือ IRGC หลายสิบแห่งทั่วประเทศ
เป้าหมายที่ถูกโจมตีประกอบด้วยศูนย์บัญชาการทางทหาร โรงงานและฐานที่เกี่ยวข้องกับขีปนาวุธและโดรน จุดเฝ้าระวังชายฝั่ง ระบบป้องกันชายฝั่ง ตลอดจนขีดความสามารถทางทะเลของอิหร่าน
กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดทอนภัยคุกคามจากอิหร่านและกลุ่มพันธมิตรที่มีต่อกองกำลังสหรัฐฯ เรือพาณิชย์ และประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่กองกำลังสหรัฐฯ แต่ถูกสกัดทั้งหมด
การโจมตีระลอกล่าสุดของสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากกองทัพอิหร่านยิงขีปนาวุธหลายลูกโจมตีกองกำลังอเมริกันในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย เมื่อช่วงดึกวันอังคารตามเวลาสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ขีปนาวุธทั้งหมดถูกสกัดไว้ได้
กองทัพจอร์แดนเปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศสามารถสกัดขีปนาวุธที่ยิงมาจากอิหร่านได้ 5 ลูก
เซธ ครัมริช รองประธานบริษัทความมั่นคง Global Guardian และอดีตพันเอกกองทัพบกสหรัฐฯ วิเคราะห์ว่า การโจมตีอย่างเหนือความคาดหมายของอิหร่านถือเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบจากเดิม ซึ่งที่ผ่านมาเตหะรานมักตอบโต้หลังถูกสหรัฐฯ โจมตีก่อน
เขาระบุว่า เหตุการณ์นี้อาจสะท้อนว่าอิหร่านตั้งใจจะตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ อย่างรุนแรงขึ้นในอนาคต และอาจกำลังถอยห่างจากแนวทางการทูต
ครัมริชเตือนว่า โครงสร้างพื้นฐานพลเรือนที่สำคัญ เช่น สนามบิน โครงข่ายไฟฟ้า โรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล และแหล่งพลังงานในประเทศอ่าวเปอร์เซีย อาจกลับมาตกเป็นเป้าหมายอีกครั้ง
ด้านอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะดึงประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเข้าสู่สงคราม
หยุดยิงได้ไม่นาน ก่อนการสู้รบปะทุอีกครั้ง
การกลับมาโจมตีกันอีกครั้งถือเป็นความเปลี่ยนแปลงล่าสุดของสงครามที่ทำให้ตลาดน้ำมันผันผวนอย่างหนัก และกระทบการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่การสู้รบเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์
ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ยุติการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านที่ดำเนินมานาน 2 สัปดาห์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเปิดพื้นที่ให้การเจรจาสันติภาพเดินหน้าต่อไป
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณล่วงหน้าหลายชั่วโมงก่อนเริ่มปฏิบัติการว่า สหรัฐฯ จะตอบโต้อิหร่านอย่างหนัก
“เราจะโจมตีพวกเขาอย่างหนัก พวกเขาจะถูกจัดการอย่างหนักหน่วง” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวของ Fox News เมื่อช่วงเช้าวันพุธ
สหรัฐฯ-ซาอุดีอาระเบียโจมตีกลุ่มติดอาวุธในอิรัก
ความขัดแย้งยังขยายตัวไปทั่วภูมิภาค โดยกองกำลังสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียเปิดปฏิบัติการโจมตีร่วมกันเมื่อวันอังคารต่อกลุ่มติดอาวุธพันธมิตรอิหร่านในอิรัก ซึ่งถูกกล่าวหาว่าโจมตีโรงงานน้ำมันในกรุงริยาดและภูมิภาคตะวันออกของซาอุดีอาระเบีย
ขณะเดียวกัน กลุ่มฮูตีในเยเมนประกาศอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเชื่อมต่อไปยังท่าเรือส่งออกน้ำมันเมืองยันบูริมทะเลแดง
การโจมตีระลอกดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เข้าพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาว โดยทั้งสองฝ่ายระบุว่าเป็นการหารือเรื่องสงครามอิหร่านที่ “มีประสิทธิผล” เป็นเวลา 90 นาที
ความหวังลดความตึงเครียดริบหรี่
วอร์เรน แพตเตอร์สัน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของธนาคาร ING กล่าวว่า ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเปรียบเสมือนการสาดน้ำเย็นใส่แนวคิดที่ว่า ความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียจะคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว และยิ่งทำให้ความหวังในการกลับมาเจรจาลดน้อยลง
เขาระบุว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบียเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะชะงักงันด้านอุปทานเป็นเวลานาน โดยมีรายงานว่าโรงกลั่นน้ำมันจาซาน ซึ่งมีกำลังผลิตวันละ 400,000 บาร์เรล ต้องหยุดดำเนินงานหลังถูกกลุ่มฮูตีโจมตีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก
การเดินเรือของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดลงทั้งหมด อิหร่านยังปฏิเสธข้อเสนอของโอมานที่ต้องการให้แบ่งอำนาจควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวอย่างเท่าเทียมกัน โดยเตหะรานเรียกร้องข้อตกลงที่ให้อิหร่านควบคุมเรือขาเข้าทั้งหมด และมีอำนาจควบคุมบางส่วนเหนือเส้นทางขาออก
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียไปยังตลาดโลก
ที่มา: Reuters