หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ (The New York Times) รายงานว่า ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านดำเนินไปนั้น อิหร่านได้ปรับเปลี่ยนวิธีการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯในตะวันออกกลาง ซึ่งบีบให้สหรัฐฯ ต้องสิ้นเปลืองคลังขีปนาวุธสกัดกั้นรุ่นแพทริออต (Patriot) ที่มีอยู่อย่างจำกัด
โดยตามรายงานของนิวยอร์กไทมส์ ระบุว่ายิ่งสงครามดำเนินไป อิหร่านยิ่งมีความเชี่ยวชาญและวางแผนเชิงยุทธวิธีในการโจมตีมากขึ้น โดยเรียนรู้วิธีการหลบเลี่ยงระบบป้องกันทางอากาศของสหรัฐฯ ในขณะที่ความขัดแย้งขยายตัวลุกลามไปทั่วภูมิภาค
โดยมีรายงานว่าในช่วงเวลา 5 วันของเดือนมิถุนายน อิหร่านได้เปิดฉากยิงโดรนและขีปนาวุธเป็นระลอกเข้าใส่กองกำลังสหรัฐฯ ที่ฐานทัพ 3 แห่งในประเทศจอร์แดน โดยมีจุดประสงค์เพื่อโจมตีจนระบบป้องกันทางอากาศของสหรัฐฯกระจายรับไม่ทัน
นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า IRGC ใช้ขีปนาวุธที่สามารถหักเลี้ยวเปลี่ยนทิศทางได้อย่างกะทันหัน จึงบังคับให้สหรัฐฯ ต้องงัดขีปนาวุธยิงสกัดกั้นที่มีอยู่ร่อยหรอออกมาใช้ ทั้งนี้ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม สหรัฐฯ ได้ใช้ขีปนาวุธยิงสกัดกั้นแพทริออตไปแล้วประมาณ 65% ของคลังที่มีอยู่ทั้งหมด
แหล่งข่าวรายหนึ่งยังเปิดเผยกับนิวยอร์กไทมส์ว่า สหรัฐฯ ได้ยิงขีปนาวุธยิงสกัดกั้นแพทริออตไปแล้วมากกว่า 1,500 ลูกในระหว่างความขัดแย้ง และปัจจุบันเหลืออยู่ในคลังน้อยกว่า 1,700 ลูก
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า อัตราการใช้ขีปนาวุธแพตทริออต สูงขึ้นอย่างน่าตกใจในระหว่างการระดมโจมตีครั้งใหญ่ของอิหร่าน โดยเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา มีรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ยิงแพทริออตไปกว่า 50 ลูกต่อวัน ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งขีปนาวุธแพตทริออต 1 ลูกมีมูลค่า ประมาณ 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับว่าช่วงเวลานั้น เพียง 1 วันกองทัพสหรัฐใช้เงินไปประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อวัน ถ้า 5 เดือนยิงไป 1,500 ลูก คิดเป็นเงิน 6,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 2.1 แสนล้านบาท
ซึ่งสิ่งนี้กำลังกลายมาเป็นหนึ่งในข้อจำกัดทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของสงครามอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อิหร่านได้ผสมผสานขีปนาวุธนำวิถี ขีปนาวุธร่อน และโดรน เข้ามาในการโจมตีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งออกแบบมาเพื่อดึงแนวรับของสหรัฐฯให้ตึงตัวขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านได้นำมาปรับใช้บางส่วนจากสงครามของรัสเซียกับยูเครน
สหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาคลังขีปนาวุธแพทริออต ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเคยมีรายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ระบุว่า กองทัพบกสหรัฐฯ ได้ใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลที่มีความแม่นยำสูงไป "เกือบทั้งหมด" ตลอดช่วงสงคราม 5 เดือนกับอิหร่าน ขณะที่ สหรัฐฯ ผลิตขีปนาวุธยิงสกัดกั้นแพทริออตได้เพียงประมาณ 600 ลูกต่อปีเท่านั้น ซึ่งข้อจำกัดในการผลิตนี้ ถูกยอมรับโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเขาบอกเองว่า ขณะนี้ "บริษัทผู้ผลิตด้านการป้องกันประเทศของเรากำลังเร่งผลิตยุทโธปกรณ์มากกว่าที่เคยผลิตมาในประวัติศาสตร์ ควบคู่ไปกับการขยายโรงงานและเครื่องจักรในระดับเป็นประวัติการณ์"