"ต่ง เจี้ยนหัว" ผู้นำฮ่องกงคนแรกหลังได้รับเอกราช เสียชีวิตในวัย 89 ปี

โดย PPTV Online

เผยแพร่

คณะทำงานแถลงการณ์ยืนยัน "ต่ง เจี้ยนหัว" ผู้นำฮ่องกงคนแรกหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ เสียชีวิตในวัย 89 ปี

ต่ง เจี้ยนหัว ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงคนแรกหลังอังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนให้จีนในปี 1997 เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ขณะมีอายุ 89 ปี โดยคณะทำงานของต่งออกแถลงการณ์ในช่วงเช้ามืดวันที่ 9 ท่ามกลางครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด โดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิต ทั้งนี้ มีรายงานว่า ต่ง เจี้ยนหัว เสียชีวิตที่โรงพยาบาลฮ่องกง แซนาโทเรียม

ต่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงระหว่างปี 1997-2005 ก่อนลาออกกลางวาระที่ 2

ต่ง เจี้ยนหัว Reuters/REUTERS/Bobby Yip/File Photo
ต่ง เจี้ยนหัว

โดยให้เหตุผลเรื่องปัญหาสุขภาพ และไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะอีกเลยนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2021

ต่งเข้ารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 ซึ่งเป็นวันที่อังกฤษยุติการปกครองอาณานิคมฮ่องกงที่ยาวนานกว่า 150 ปี และส่งมอบดินแดนคืนให้จีน

ในสุนทรพจน์ครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง เขากล่าวว่า "เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พวกเราชาวฮ่องกงจะได้เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง" พร้อมให้คำมั่นว่า รัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงจะรักษาวิถีชีวิตเดิม ระบบเศรษฐกิจเสรีและเปิดกว้าง หลักนิติธรรม และผลักดันสังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ช่วงเวลานั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของหลัก "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ซึ่งกำหนดให้ฮ่องกงกลับมาอยู่ภายใต้อธิปไตยจีน แต่ยังคงมีระบบเศรษฐกิจ กฎหมาย และการบริหารที่แตกต่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ในระดับหนึ่ง

ต่งเกิดที่นครเซี่ยงไฮ้ในเดือนกรกฎาคม 1937 เป็นบุตรชายของ ต่ง เชา-หย่ง เจ้าพ่อธุรกิจเดินเรือ ผู้ก่อตั้งบริษัทเดินเรือโอเรียนท์ โอเวอร์ซีส์ คอนเทนเนอร์ ไลน์ หรือ OOCL เมื่อโตขึ้น เขาไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลในสหราชอาณาจักร และกลายเป็นแฟนบอลสโมสรลิเวอร์พูลมาตลอดชีวิต ต่อมา ต่งทำงานให้กับบริษัทเจเนอรัล อิเล็กทริก ในสหรัฐฯ ก่อนกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัว

ในช่วงทศวรรษ 1990 ต่งมีความใกล้ชิดกับผู้นำระดับสูงของจีน รวมถึงอดีตประธานาธิบดี เจียง เจ๋อหมิน ก่อนที่ในเดือนธันวาคม 1996 เขาได้รับเลือกจากคณะกรรมการ 400 คน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกมองว่าใกล้ชิดกับรัฐบาลปักกิ่ง ให้เป็นผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงคนแรกภายใต้การปกครองของจีน

แม้ในช่วงแรกต่งประกาศว่าจะรักษาฮ่องกงให้เป็นเมืองนานาชาติที่มีชีวิตชีวา แต่การบริหารของเขาเผชิญความท้าทายอย่างรวดเร็ว หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในปี 2003 เมื่อรัฐบาลของต่งพยายามผลักดันกฎหมายความมั่นคงตามมาตรา 23 (Article 23)

ต่ง เจี้ยนหัว Reuters/Bobby Yip/File Photo
ต่ง เจี้ยนหัว

กฎหมายดังกล่าวครอบคลุมความผิด เช่น การกบฏ การยุยงปลุกปั่น และเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยฝ่ายต่อต้านจำนวนมากมองว่า กฎหมายนี้อาจเป็นช่องทางให้รัฐบาลกลางจีนเข้ามาจำกัดเสรีภาพของชาวฮ่องกงมากขึ้น การผลักดันกฎหมายจุดชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ มีผู้เข้าร่วมราว 500,000 คน หลายคนสวมเสื้อสีดำเพื่อแสดงการไว้อาลัยต่อเสรีภาพที่พวกเขามองว่ากำลังถูกคุกคาม

ท้ายที่สุด รัฐบาลต่งต้องชะลอร่างกฎหมายออกไป และความนิยมของเขาลดลงอย่างหนัก 2 ปีต่อมาในปี 2005 ต่งลาออกจากตำแหน่งกลางวาระที่ 2 โดยอ้างเหตุผลด้านสุขภาพ

เหตุการณ์ประท้วงปี 2003 ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องกงกับรัฐบาลกลางจีน หลังจากนั้น ปักกิ่งเริ่มระมัดระวังมากขึ้นต่อขบวนการที่มองว่าอาจบั่นทอนอำนาจอธิปไตยของจีน และเริ่มจำกัดขอบเขตของการปฏิรูปประชาธิปไตยในฮ่องกง

ความตึงเครียดดังกล่าวสะสมต่อเนื่อง และในเวลาต่อมาปะทุเป็นการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในปี 2014 และ 2019

ส่วนมาตรา 23 ที่รัฐบาลต่งเคยพยายามผลักดันนั้น ในที่สุดได้รับการอนุมัติในเดือนมีนาคม 2024 โดยสภานิติบัญญัติฮ่องกงที่มีฝ่ายสนับสนุนปักกิ่งครองเสียงส่วนใหญ่

หลังลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด ต่งยังมีบทบาททางการเมืองต่อเนื่อง เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธาน สภาที่ปรึกษาทางการเมืองประชาชนจีน หรือ Chinese People’s Political Consultative Conference (CPPCC) ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาทางการเมืองระดับสูงของจีน

เขายังมีบทบาทในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ โดยครอบครัวต่งมีความสัมพันธ์มายาวนานกับอดีตประธานาธิบดี จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช และตัวต่งเองก็มีความสัมพันธ์กับอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช เมื่อ สี จิ้นผิง เดินทางเยือนสหรัฐฯ ในปี 2012 ก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำจีน ต่งก็ร่วมเดินทางไปด้วย และต่อมาในปี 2015 เมื่อสี จิ้นผิง เยือนกรุงวอชิงตัน ต่งก็ร่วมคณะอย่างไม่เป็นทางการเช่นกัน

ต่งยังเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิแลกเปลี่ยนจีน-สหรัฐฯ (China-U.S. Exchange Foundation) องค์กรไม่แสวงหากำไรในฮ่องกง ซึ่งสนับสนุนโครงการในมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ และสร้างเครือข่ายกับบุคคลที่มีอิทธิพลทางการเมืองในกรุงวอชิงตัน อย่างไรก็ตาม องค์กรดังกล่าวเคยถูกวิจารณ์เรื่องความเชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน

เมื่อเกิดการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในฮ่องกงปี 2019 ต่งแสดงจุดยืนสนับสนุนรัฐบาลกลางจีนอย่างชัดเจนมากขึ้น เขาเรียกผู้ประท้วงบางส่วนว่าเป็นผู้ก่อความวุ่นวายต่อต้านจีน และกล่าวว่าพวกเขาสร้างภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงแห่งชาติ

ต่งยังสนับสนุนกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่จีนบังคับใช้กับฮ่องกงในปี 2020 แม้สหรัฐฯ และบางประเทศจะวิจารณ์ว่ากฎหมายดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดฝ่ายเห็นต่าง

ต่ง เจี้ยนหัว Reuters/Takanori Sekine/Pool via REUTERS/File Photo
ต่ง เจี้ยนหัว

หนึ่งในบทสัมภาษณ์ช่วงท้าย ๆ ของเขากับหนังสือพิมพ์ People’s Daily ซึ่งใกล้ชิดกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาสนับสนุนการปรับระบบเลือกตั้งฮ่องกงในปี 2021 ซึ่งมีผลจำกัดโอกาสของฝ่ายประชาธิปไตยในการเข้าสู่การเลือกตั้ง ต่งกล่าวในเวลานั้นว่า "บททดสอบสุดท้ายของระบบเลือกตั้งใด ๆ คือ มันนำความสุขและความอยู่ดีกินดีมาสู่ประชาชนหรือไม่"

พร้อมย้ำว่า การฟื้นฟูเสถียรภาพเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ และฮ่องกงจำเป็นต้องเดินหน้าสู่ความรุ่งเรือง

การเสียชีวิตของต่ง เจี้ยนหัว จึงถือเป็นการจากไปของหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดของฮ่องกงยุคหลังอาณานิคม ผู้ที่ทั้งเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่การปกครองของจีน และเป็นบุคคลสำคัญในช่วงที่ความตึงเครียดเรื่องประชาธิปไตยและอำนาจของปักกิ่งเริ่มชัดเจนขึ้น

ที่มา: Reuters / South China Morning Post

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

กินข้าวบ้านแคน

กินข้าวบ้านแคน

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ