กรุงลอนดอนกำลังเผชิญอุณหภูมิร้อนจัดในช่วงฤดูร้อนของปีนี้ หลังเจ้าของบ้านจำนวนหนึ่งเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของตัวอาคาร ตั้งแต่รอยแตกร้าวเป็นแนวซิกแซ็กบนผนัง ประตูที่เริ่มเปิดปิดติดขัด ไปจนถึงกรอบหน้าต่างที่บิดเบี้ยว
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีต้นเหตุจากคุณภาพการก่อสร้างเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับปรากฏการณ์การทรุดตัวของพื้นดินและฐานราก ซึ่งกำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญที่อาจนำไปสู่ปัญหาบ้านทรุดในลอนดอนและพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ
สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาอังกฤษ (British Geological Survey หรือ BGS) ระบุว่า การทรุดตัวถือเป็นหนึ่งในภัยทางธรณีวิทยาที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในสหราชอาณาจักรขณะนี้ และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นหากอุณหภูมิโลกยังเพิ่มสูงขึ้น
ทำไมอากาศร้อนทำให้บ้านทรุด
ลอนดอนและพื้นที่หลายแห่งของอังกฤษตั้งอยู่บนชั้นดินเหนียว ดินประเภทนี้มีลักษณะคล้ายฟองน้ำ เมื่อมีน้ำมากจะดูดซับความชื้นและขยายตัว แต่เมื่อเผชิญอากาศร้อนและแห้งเป็นเวลานาน น้ำในดินจะลดลงจนดินหดตัว ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า "shrink-swell"
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อดินใต้ฐานรากอาคารหดตัวไม่เท่ากัน ทำให้บางส่วนของอาคารเคลื่อนตัวลง ขณะที่อีกส่วนยังอยู่ในตำแหน่งเดิม จนนำไปสู่รอยแตก ประตูหรือหน้าต่างผิดรูป และความเสียหายต่อโครงสร้าง
ลอนดอนมีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ เพราะดินเหนียวบางชนิดใต้เมืองมีแร่ที่สามารถขยายและหดตัวตามระดับความชื้นได้มาก ขณะเดียวกันเมืองหลวงแห่งนี้ก็มักเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าหลายพื้นที่ของประเทศ
อีกปัจจัยหนึ่งคือ ต้นไม้และพืช เมื่ออากาศร้อน รากของต้นไม้จะขยายลึกและไกลขึ้นเพื่อค้นหาความชื้น และอาจดูดน้ำจากดินที่ยังชื้นบริเวณใต้หรือใกล้ฐานรากของบ้าน ส่งผลให้ดินบริเวณนั้นแห้งและหดตัวมากขึ้น
บ้านเก่ายิ่งมีความเสี่ยง เนื่องจากมักมีฐานรากตื้นกว่าอาคารสมัยใหม่ โดยบ้านในลอนดอน มากกว่าครึ่งสร้างขึ้นก่อนปี 1945
บางพื้นที่อาจเผชิญความเสี่ยงแทบทุกหลัง
ข้อมูลจากบริษัทประกันภัยอาวีวา (Aviva) ประเมินว่า ภายในปี 2030 ในหลายพื้นที่ของลอนดอน บ้านทั้งหมดในพื้นที่บางแห่งอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเป็นไปได้หรือมีแนวโน้มเผชิญปัญหาการทรุดตัว รวมถึงเคนซิงตัน ลอนดอน และเวสต์มินสเตอร์
ขณะที่ข้อมูลของ BGS ซึ่งวิเคราะห์ร่วมกับแบบจำลองสภาพภูมิอากาศระบุว่า ปัญหาจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในลอนดอนหรือภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษอีกต่อไป
หากแบ่งตามระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จำนวนอสังหาริมทรัพย์ในสหราชอาณาจักรที่อาจมีความเสี่ยงสูงต่อการทรุดตัวภายในปี 2070 อยู่ที่ประมาณ 6.5 ล้านแห่ง แบ่งเป็น
- การปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำ ราว 500,000 แห่ง
- การปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับกลาง ราว 1.8 ล้านแห่ง
- การปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับสูง มากถึง 4.2 ล้านแห่ง
สำหรับลอนดอน ภายใต้สถานการณ์การปล่อยระดับกลาง อสังหาริมทรัพย์มากกว่า 26% อาจได้รับผลกระทบภายในปี 2070 แต่หากเป็นสถานการณ์การปล่อยสูง สัดส่วนอาจเพิ่มเป็น 54% หรือประมาณ 2.5 ล้านหลัง
พื้นที่แคมเดน อิสลิงตัน และบาร์เน็ต ถูกระบุว่าเป็นพื้นที่ซึ่งชั้นดินมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ ขณะที่มณฑลเคนต์ และแนวพื้นที่ตั้งแต่ออกซ์ฟอร์ดขึ้นไปจนถึงอ่าวเดอะวอชก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน
อากาศร้อน ค่าสินไหมบ้านทรุดพุ่ง
บ็อบ กิบสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการทรุดตัวและผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษาด้านอาคารและโครงสร้างระบุว่า ทุกครั้งที่สหราชอาณาจักรเผชิญฤดูร้อนที่ร้อนและแห้ง จะเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างมากของการเรียกร้องค่าสินไหมจากปัญหาบ้านทรุด
ข้อมูลหนึ่งที่อ้างจากสมาคมบริษัทประกันภัยแห่งสหราชอาณาจักร หรือ ABI ระบุว่า ในปี 2025 บริษัทประกันจ่ายค่าสินไหมที่เกี่ยวข้องกับการทรุดตัวสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 415 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.38 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2024
กิบสันเตือนว่า สถิติดังกล่าวอาจถูกทำลายในปีนี้ เพราะเป็นฤดูร้อนที่แห้งแล้งติดต่อกันเป็นปีที่ 2 และยังเกิดคลื่นความร้อนหลายระลอก เฉพาะไตรมาส 2 ปี 2026 บริษัทประกันจ่ายค่าสินไหมที่เกี่ยวข้องกับการทรุดตัวในสหราชอาณาจักรมากกว่า 97 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3.23 พันล้านบาท
ส่วนมูลค่าการเรียกร้องค่าสินไหมเฉลี่ยเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 27,000 ดอลลาร์ หรือราว 9 แสนบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนมากกว่า 2,700 ดอลลาร์ หรือราว 90,000 บาท
หลุยส์ คลาร์ก ผู้จัดการนโยบายประกันภัยทั่วไปของ ABI ระบุว่า หลังสหราชอาณาจักรเผชิญอากาศร้อนและแห้งจัดในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม มีแนวโน้มว่าจะพบการเรียกร้องค่าสินไหมจากปัญหาการทรุดตัวเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
ด้านบริษัทอาวีวา ระบุว่า บริษัทพบจำนวนการเรียกร้องเพิ่มขึ้นแล้วในปีนี้ และมีแนวโน้มดำเนินต่อไป เว้นแต่จะมีฝนตกในปริมาณมาก
ปัญหาแก้ได้ แต่บางวิธีมีค่าใช้จ่ายสูง
บรูเนลลา บัลซาโน อาจารย์อาวุโสด้านการออกแบบโครงสร้างจากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ระบุว่า ความเสี่ยงจากการทรุดตัวมี 2 ส่วน คือ ความเปราะบางของตัวอาคาร และตัวภัยที่ก่อให้เกิดปัญหา
ในกรณีการทรุดตัวจากความร้อน วิศวกรไม่สามารถกำจัดปัจจัยอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ จึงต้องมุ่งลดความเสี่ยงที่ตัวอาคารแทน
วิธีรับมืออาจตั้งแต่ การนำต้นไม้หรือพืชออก การสร้างแนวกั้นไม่ให้รากเข้าใกล้ฐานราก ไปจนถึงวิธีที่มีค่าใช้จ่ายสูงอย่าง underpinning หรือการเสริมความมั่นคงของฐานราก โดยอัดหรือสร้างโครงสร้างคอนกรีตเพิ่มเติมใต้ฐานเดิม
หวั่นอนาคตประกันอาจไม่รับความเสี่ยง
เมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงและจำนวนการเรียกร้องค่าสินไหมเพิ่มขึ้น ผู้เชี่ยวชาญบางคนเริ่มกังวลว่า บริษัทประกันอาจไม่ต้องการรับความเสี่ยงจากการทรุดตัวอีกต่อไป
บัลซาโน มองว่า มีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตความเสียหายจากการทรุดตัวของพื้นดินและฐานราก อาจไม่ได้รับความคุ้มครองจากประกันเหมือนในปัจจุบัน
กิบสันระบุด้วยว่า ผู้ที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงสูงเริ่มเผชิญความยากลำบากในการทำประกันแล้ว เพราะบางบริษัทปรับเบี้ยประกันขึ้นอย่างมาก หรือไม่ต่อความคุ้มครองด้านการทรุดตัวให้
สถานการณ์นี้อาจทำให้เจ้าของบ้านบางคนไม่กล้าแจ้งรอยร้าวต่อบริษัทประกัน ทั้งที่การไม่แจ้งปัญหาอาจส่งผลต่อความคุ้มครองของกรมธรรม์ในภายหลัง
รอยร้าวแบบไหนควรจับตา?
ปัญหาการทรุดตัวอาจเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และไม่เห็นความเสียหายชัดเจนในทันที แต่มีสัญญาณเบื้องต้นที่เจ้าของบ้านควรสังเกต ได้แก่ รอยร้าวเฉียงหรือรูปซิกแซ็กตามผนัง โดยเฉพาะรอบประตูและหน้าต่าง ประตูหรือหน้าต่างที่จู่ ๆ เปิดปิดติดขัด และช่องว่างที่เกิดขึ้นบริเวณส่วนต่อระหว่างตัวบ้านกับส่วนต่อเติมหรือหน้าต่างยื่น
แม้การทรุดตัวของบ้านโดยทั่วไปไม่ใช่ภัยที่คุกคามชีวิตแบบฉับพลันเหมือนน้ำท่วม ไฟป่า หรือบ้านพังลงทะเล แต่สามารถสร้างความเสียหายต่อโครงสร้าง ทำให้ราคาบ้านลดลง ขายต่อยาก และต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการซ่อมแซม
ท่ามกลางฤดูร้อนที่ร้อนและแห้งขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นใต้พื้นดินจึงกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เจ้าของบ้านในอังกฤษอาจต้องเผชิญบ่อยขึ้นในอนาคต
ที่มา: CNN / The Weather Channel