วันนี้ (27 มี.ค.62) ดร.บุญส่ง ชเลธร อาจารย์มหาวิทยาลัยรังสิต อดีตแกนนำนักศึกษายุคตุลาคม 2516 เล่าว่า ตนโตมาจากประชาธิปัตย์ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เป็นเด็กวิ่งตามฟังการปราศรัยของพรรค ชื่อของ สมบุญ ศิริธร, ธรรมนูญ เทียนเงิน, ไถง สุวรรณทัต คือแรงดึงดูดและปลุกเร้าที่ตรึงตนอยู่หน้าเวทีทุกครั้ง จนเข้าเป็น ยุวประชาธิปัตย์ ยุคต้น ๆ เลยก็ว่าได้
ความผิดหวังแรกของเด็กคนหนึ่ง คือ รัฐประหาร ปี2514 ที่ตนคาดว่าประชาธิปัตย์จะนำประชาชนลุกขึ้นสู้ กลับมีแต่ข่าวว่าประชาธิปัตย์ปลดป้ายชื่อพรรคลงอย่างเหงา ๆ แล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย จนหลังปี 2516 ที่นักเรียนนิสิตนักศึกษาร่วมกับประชาชนต่อสู้กับเผด็จการทหารจนได้รับชัยชนะแล้วนั่นแหละ เสียงจากประชาธิปัตย์ที่คุ้นหูก็กลับมาดังอีกครั้ง
ขณะที่มาหนนี้หลายเสียงบอกว่าประชาธิปัตย์แทบสูญพันธุ์ แม้หัวหน้าพรรคยืนหยัดแสดงจุดยืนอย่างแข็งขันว่าไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ แต่ก็ไม่อาจทานมติของคนหนุ่มสาวที่ไม่เชื่อถือได้ มาวันนี้มีข่าวออกมาอีกว่าประชาธิปัตย์จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพลังประชารัฐ ที่มีเป้าหมายและเจตนาชัดเจนในรับใช้การสืบทอดอำนาจของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เพียงแค่เอาหัวหน้าพรรคออกจากตำแหน่ง ไม่น่าเป็นเหตุผลทำให้ประชาธิปัตย์กลับลำไปร่วมรัฐบาลได้ หรือแค่การประกาศไม่ร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย ก็ไม่น่าอ้างเป็นความชอบธรรมในการร่วมกับพรรคฝ่าย คสช. เพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการทหารในรูปแบบใหม่ได้เช่นกัน
"สิ่งที่ประชาธิปัตย์พบในวันที่ 24 มีนาคม คือบทเริ่มต้นแห่งจุดจบ ถ้าประชาธิปัตย์ไม่ยืนหยัดในจุดยืนประชาธิปไตย แม้ไม่ร่วมกับเพื่อไทย แต่ก็ไม่ควรร่วมกับพลังประชารัฐ การอยู่เป็นฝ่ายค้าน อยู่นิ่ง ๆ ตรงกลาง ยังมีศักดิ์ศรีมากกว่า และยังดูได้ว่ามีโอกาสฟื้นคืนกลับมาได้อีกในอนาคต"
ทั้งนี้รัฐบาลชุดนี้ไม่ว่าฝ่ายไหนได้จัดตั้งรัฐบาลก็ตาม ก็อยู่ได้ไม่เกินสิ้นปี พอขึ้น 2563 ก็คงได้เลือกตั้งใหม่ ถึงวันนั้น การตัดสินใจที่ผิดพลาดอีกครั้งในวันนี้ จะเป็นหายนะครั้งสุดท้าย ที่ไม่มีวันเกิดขึ้นอีก เพราะพรรคประชาธิปัตย์จะสูญหายไปอย่างสิ้นเชิงแน่นอน
(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : “อภิสิทธิ์” แถลงลาออก แสดงความรับผิดชอบ)
(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : “อภิสิทธิ์” มอบ “จุรินทร์” รักษาการหน.)