การคิดคำนวน ส.ส. พึงมี และ จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้รับ ที่คำนวณล่าสุดและพบว่า มีพรรคการเมืองขนาดเล็ก ที่มีคะแนนนิยม ต่ำกว่า 71,057.498 คะแนน ต่อ ส.ส.พึงมี 1 คน จะได้ที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อเฉลี่ย 1 คน ประเด็นนี้ อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อธิบายว่าเป็นการกระจายสัดส่วน หลังจากตัดพรรคที่ได้ ส.ส. เขต เกินไปแล้ว และถือว่าเป็นธรรม สำหรับพรรคการเมืองอื่น ๆ ในระบบด้วย
กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกต ประเด็นวิธีคำนวณ ส.ส. ที่พรรคการเมืองขนาดเล็ก ซึ่งมีคะแนนรวม หรือคะแนนนิยม ไม่ถึงเกณฑ์ 71,057.498 คะแนน ต่อ ส.ส. พึงมี 1 คน แต่พบว่า พรรคเหล่านี้ จะได้ที่นั่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น พรรคละ 1 คน เรื่องนี้ นายอุดม รัฐอมฤต อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อธิบายว่า เป็นผลจากการคิดคะแนน กรณีที่พรรคเพื่อไทย ได้ จำนวน ส.ส. เขต เกินจำนวน ส.ส. พึงมี การคิดจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ จึงคิดเฉพาะพรรคที่ยังขาด ส.ส.บัญชีรายชื่ออยู่ โดยวิธีการจะนำ จำนวน ส.ส. พึงมีของทุกพรรคที่ยังขาด ส.ส. บัญชีรายชื่อ มารวมกัน และคิดสัดส่วนให้กับทุกพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง โดยจะพิจารณาปัดทศนิยมให้กับพรรคที่มีคะแนนสูง ไล่เรียงตามลำดับ โดยเรียงจากทศนิยมมากไปน้อย จนครบ 150 คน
อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ย้ำว่าวิธีการคิดคำนวณสัดส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องยึดตามมาตรา 128 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตัั้ง ส.ส. ที่ระบุไว้ว่า กรณีที่มีพรรคการเมือง มี ส.ส. เขต เกิน จำนวน ส.ส. พึงมี จะไม่ได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และให้นำจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไปจัดสรรให้กับพรรคที่มี ส.ส.เขต ต่ำกว่าจำนวน ส.ส.พึงมี ตามสัดส่วนตามลำดับพรรคที่ได้คะแนนนิยมมากสุด แต่หากจำนวนเต็มยังไม่ครบ 150 คน ให้ปรับเพิ่มทศนิยมแก่พรรคการเมืองในลำดับถัดไป
ส่วนกรณีที่ ไม่นำเกณฑ์ 71,057.498 คะแนน ต่อ ส.ส.พึงมี 1 คน มาใช้เป็นเกณฑ์ นายอุดม อธิบายว่า เกณฑ์ดังกล่าวเป็นตัวเลขที่รวมคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทย ที่ได้ ส.ส.เขต เกินจำนวน ส.ส.พึงมี ดังนั้นการคำนวณสัดส่วนในรูปแบบนี้ จึงถือว่าเป็นธรรมกับพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ส่งผู้สมัครรลงรับเลือกตั้งด้วย