ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างคนของสามมิตร กับพลังประชารัฐก็ต้องทำโพล เพื่อให้ได้คนที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด “นักการเมือง” ที่ใกล้ชิดชาวบ้าน และเคยมีคะแนนเสียง ที่สู้กับคู่แข่งได้ คือเป้าหมาย ที่ “กลุ่มสามมิตร” เดินสายดึง “อดีต ส.ส.” หลายคนไปร่วมงาน แม้แต่คนที่เคยมีคะแนนเป็น ที่ 2 หรือ ที่ 3 ในเขตเลือกตั้งของเขา เพราะภายใต้การเลือกตั้งระบบใหม่ คะแนนของ ผู้แพ้ ที่ยังมีฐานมวลชนสนับสนุนไม่น้อย ถือว่ามีความหมาย ต่อคะแนนรวมของพรรค
นั่นทำให้ บางพื้นที่ ก็เกิดปัญหา “ผู้สมัครทับซ้อน” กับ แกนนำพรรคพลังประชารัฐ จนต้องไปยุติปัญหาด้วยการทำโพลล์ “ทุกคะแนนมีความหมาย” เป็นหลักการที่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สร้างระบบเลือกตั้งแบบใหม่ ที่ชื่อว่า “จัดสรรปันส่วนผสม”
ระบบนี้ “เสียงข้างน้อย” ไม่กลายเป็นศูนย์ เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งในอดีตที่ผ่านมา “เมื่อเทียบกับการที่ว่าไปกาคนที่ชอบ ยังไงก็แพ้คนที่เสียงข้างมาก ประชาชนเขาจะออกไปใช้สิทธิ์มากขึ้น เพราะคะแนนเสียงมีความหมายทั้งสองอย่างเลย”
การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 คะแนนรวมของผู้สมัคร ส.ส.ทุกคน ในระบบเขต ทั่วประเทศ คือ 31 ล้านเสียง 18 ล้านเสียง เป็นคะแนนของผู้ชนะ ในระบบเขต ส่วนคะแนนของผู้ไม่ถูกเลือก 13 ล้านเสียง ไม่มีค่าอะไร
“แต่พอเลือกตั้งไปแล้วคุณแพ้แค่ 1 เสียง คุณไม่ได้ ส.ส. นโยบายที่ใช้ในประเทศไม่มี แต่ถามว่า 4 หมื่น 9 แตกต่างจาก 5 หมื่นไหม ไม่ได้เยอะ นี่คือความไม่ได้สัดส่วน อย่างเห็นได้ชัด แต่ระบบนี้ ไม่ได้หายไป แต่จะรวบรวมทั้งหมด”
ระบบเลือกตั้งจัดสรรคปันส่วนผสม บัตรใบเดียว (กากบาทครั้งเดียว) 1 คะแนน = ความนิยมผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 คะแนน = ความนิยมพรรคการเมือง คะแนนสูงสุดลำดับที่ 1 จะเป็นคะแนน ส.ส. เขต
ส่วนคะแนนผู้สมัครที่แพ้ในเขต “ไม่สูญเปล่า” นำไปเป็น “คะแนนนิยมพรรค” ถ้า “พรรคการเมือง” ส่งผู้สมัครครบ 350 เขต ก็จะสามารถรวบรวมคะแนน มาคิดเป็นสัดส่วน “ส.ส.” ที่ควรจะมีในสภาได้ แต่เมื่อนำ 13 ล้านเสียงที่หายไป มาคำนวณในระบบเลือกตั้งใหม่ “จัดสรรปันส่วนผสม” ตามรัฐธรรมนูญ 2560 อาจกลายเป็นที่นั่ง ส.ส.ในสภา ของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก เพราะคะแนนของผู้แพ้ กลายเป็นคะแนน ที่จะมาเพิ่ม ส.ส.บัญชีรายชื่อให้กับพรรค
เพราะพรรคใหญ่ ที่ได้ ส.ส.เขต ไปเยอะแล้ว จะได้ประโยชน์น้อยกว่า หรืออาจไม่ได้เลย จากคะแนนเหล่านี้ เพราะระบบนี้ จะคำนวณหาจำนวน ส.ส.ทั้งหมดที่แต่ะพรรคจะได้รับ และนำมาหักลบกับจำนวน ส.ส.เขตที่ได้ไปแล้ว จึงกลายเป็น จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ของแต่ละพรรค
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ยังวิเคราะห์ ว่า “บัตรใบเดียว” จะสะท้อนสัดส่วนของ ส.ส. ในระบบรัฐสภาตามความเป็นจริงกับคะแนนที่ได้รับ แต่ในทางกลับกัน ระบบนี้ จะไม่ทำให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างมากเพียงพรรคเดียว เหมือนในอดีต ที่ผ่านมา
ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >> //www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้