บทวิเคราะห์
ผ่านไปแล้วสำหรับการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบแปดปี มีทั้งเป็นไปตามคาดและไม่เป็นไปตามคาด
สิ่งที่เราไม่คาดว่าจะเห็นต่างทยอยปรากฏออกมา ไม่ว่าจะเป็นการเกิดของพรรคเกิดใหม่อย่างอนาคตใหม่ ที่คว้าทั้ง ส.ส. แบ่งเขตและปาร์ตี้ลิสต์ จนตัวเลขพุ่งแตะหลัก 80 ไม่ว่าจะคิดคำนวณด้วยสูตรไหน หรือการพุ่งทะยาน ของพรรคพลังประชารัฐ ที่ก้าวไปถึงหลักกว่า 100 แถมคว้าถ้วยป็อปปูลาร์โหวตไปครอง รวมไปถึงการพ่ายแพ้อย่างยับเยินของพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขั้นสูญพันธุ์ออกจาก กทม. ที่พวกเขายึดเป็นฐานที่มั่นหลักมาโดยตลอด
ส่วนที่เป็นไปตามคาดอาทิ การที่พรรคเพื่อไทย ได้ส.ส. ไปได้ มากที่สุด แต่ก็ไม่ได้มากอย่างที่เคยเป็นมา ซึ่งก็คาดเดาได้ไม่ยาก เพราะรัฐธรรมนูญใหม่ ตลอดการเดินเกมที่ผ่านมา ทั้งการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ที่เป็นพรรคลูกซึ่งถูกตั้งขึ้นมาแก้เกมกติกา แต่เมื่อถูกยุบไปทำให้เพื่อไทยเหลือผู้ลงแข่งเพียง 250 เขต ขณะที่พลังประชารัฐมี 350 เขต หรือการห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง ล้วนแล้วแต่ออกดอกออกผลทั้งสิ้น
และที่สำคัญที่คาดการณ์กันไว้และเป็นไปตามนั้นคือ การที่ไม่มีขั้วไหน สามารถคว้าเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ ฝั่ง “เพื่อไทย” อ้างจำนวน ส.ส. ที่มากกว่า ขณะที่ฝั่ง “พลังประชารัฐ” อ้างเสียงป็อปปูลาร์โหวต
แน่นอนว่าใครเชียร์ข้างไหน ขั้วใด ย่อม “สองคนยลตามช่อง”
แต่ที่ดูจะกลายเป็นเป้านิ่ง น่วมมาตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค. คือ “กรรมการการเลือกตั้ง” ที่โดนทั้งข้อกล่าวหาว่า จัดการเลือกตั้งไม่มีประสิทธิภาพ เต็มไปด้วยความผิดพลาด และข้อหาร้ายแรงเช่น “ปล่อยให้มีการทุจริต”
แต่ที่เป็นคำถามมากที่สุดคือ การประกาศตัวเลข ผู้มาใช้สิทธิ บัตรที่ใช้ไป จำนวนคะแนน ที่ “ไม่เคลียร์” แถมท้ายด้วยปม “บัตรเขย่ง” ทำเอาหลายคนบ่นอุบ พร้อมสบถเบาๆ
ว่าตามจริงๆแล้ว หากวางเรื่องปัญหาการ “ทุจริต” เอาไว้ก่อน ก็จะเห็นว่าระบบเลือกตั้งใหม่สร้างปัญหาให้คนทำงานไม่น้อย และไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย ที่คนทำงานจะเกิดวามผิดพลาด
ประการแรกคือ ต่างเขตต่างเบอร์ แต่ต้องมานับแบบรวมพรรค ทำให้ไม่ใช่เรื่องง่าย
ประการต่อมา คือการกำหนดเรื่องการประกาศผลคะแนน ที่หากอยากรู้ว่าใครได้ ส.ส. เท่าไหร่ต้องเอามาใส่สูตรทางคณิตศาสตร์ ทำให้หากตัวเลขคะแนนยังไม่นิ่ง ไม่ว่าด้วยประการใด รวมถึงการแจกใบเหลือใบแดง ที่จะตามมาในเวลาอันใกล้ ล้วนแต่มีผลต่อการคำนวณทั้งสิ้น
เอาเป็นว่า จนกว่าจะประกาศผลอย่างเป็นทางการ อะไรก็เกิดขึ้นได้ อาจมีบางพรรคพุ่งปรี๊ด บางพรรคลดฮวบ
แต่ที่น่าห่วงคือ กติกา เช่นนี้เป็นเรื่องที่ยาก จะมีประชาชนแค่ไหน ที่รับได้ เข้าใจว่า เลือกตั้งผ่านไปเกือบสองเดือน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าใครมี ส.ส. เท่าไหร่
ซึ่งความไม่พอใจ เหล่านี้เคยมีผู้ทักท้วงมาแล้วตอนร่างรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น
ขณะที่การประกาศตัวเลขของ กกต. ก็มีปัญหา เช่น การประกาศตัวเลขผู้มาใช้สิทธิ ที่ควรจะรู้ตั้งแต่วันแรกว่ามีเท่าไหร่ แต่ กกต. กลับเลือกที่จะประกาศตัวเลขผู้มาใช้สิทธิอิงฐานจาก 95% ของหน่วยเลือกตั้ง แต่พอครบร้อยตัวเลขกลับพุ่งขึ้นมา ใครไม่สงสัยก็น่าแปลกใจ
กกต. ต้องไม่ลืมว่า พวกเขาทำงานอยู่บนความน่าเชื่อถือ หากปราศจากความเชื่อถือเมื่อไหร่ องค์กรนี้ก็คงหมดความหมาย
แต่ระหว่างที่การเมืองยังขมุกขมัว ฝุ่นตลบเพราะไม่รู้ว่าใครจะได้จัดตั้งรัฐบาล ต่างฝ่ายต่างก็ประกาศความชอบธรรม
เพื่อไทย และพรรคร่วม อย่าง อนาคตใหม่ เพื่อชาติ ประชาชาติ ฯลฯ ประกาศ จับมือเป็นพันธมิตร ยึดมั่นว่าไม่ต้องการให้เกิดการสืบทอดอำนาจ
จริงอยู่ที่ตัวเลขไม่นิ่ง แต่หากใจพวกเขานิ่งพอ อีกฝั่งแม้จะรวมเสียงได้ เต็มที่ก็จะเป็นแค่รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ
และการประกาศครั้งนี้ต้องบอกว่า แม้หลายคนจะเรียกว่าจับมือจัดตั้งรัฐบาล แต่เอาเข้าจริงก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น หากแต่เป็นเพียงการประกาศจับจองพื้นที่และความชอบธรรมทางการเมือง เพื่อวางเอาไว้สำหรับหมากตาต่อไป
ส่วนพลังประชารัฐ แม้จะไม่ประกาศจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ประกาศความชอบธรรม จาก “ป็อปปูลาร์โหวต” แทบทุกวัน พร้อมทำลายความน่าเชื่อถือของคำว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” โดยสร้างกรอบคิดว่าคำนี้เป็นเฮทสปีช สร้างความแตกแยก
ขณะที่อีกด้านพวกเขาก็เดินเกมรวมเสียงไปเรื่อยๆ แต่โดยมากจะออกมาในทางลับเสียมากกว่าทางแจ้ง
หากแต่พวกเขากุมความได้เปรียบไม่น้อย เพราะหากอีกฝ่ายรวมเสียงไม่มากพอถึง 375 ที่จะเอาชนะส.ว.ด้วย พวกเขาก็แค่ยืนนิ่งๆ ไม่รีบจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือเสียงปริ่มน้ำ เพราะไม่ว่าอย่างไรกติกาก็ยืนข้างพวกเขา
หากตกลงกันไม่ได้ รัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่าต้องเลือก นายกฯภายในกี่วัน ระหว่างที่ตกลงกันไม่ได้ หรือเอาให้ชัดคือ ระหว่างที่ยังหาเสียงสนับสนุนให้ แคนดิเดตนายกฯ ที่ชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ไม่ได้ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่ชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป พร้อมดาบที่ชื่อว่า “มาตรา 44”
มิพักต้องไปพูดถึงเรื่องเลือกตั้งโมฆะ ที่บางคนแอบฝันเห็น เพราะหากโมฆะจริง “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ก็ยังอยู่ในอำนาจต่อไปอยู่ดี
งานนี้หลังเลือกตั้ง เราคงยังอยู่กับลุงไปอีกนาน
แต่ต้องมีดอกจันห้อยท้ายว่า อำนาจเป็นสิ่งไม่แน่นอน และการเมืองเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ใครที่เคยมั่นใจว่าเข้มแข็งมั่นคงสุดๆก็เคยพังพาบมาในชั่วข้ามคืนมาแล้ว