แม้ตอนนี้จะยังไม่มีความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ถือเป็นก้าวสำคัญที่ส่งผลถึงทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยในมุมมองของ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินไว้ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังขยายตัวได้ที่ 3.8% แม้ปัจจัยภายนอกยังมีความผันผวน และการเมืองในประเทศยังไม่ชัดเจน แต่พื้นฐานของเศรษฐกิจยังมีความแข็งแกร่ง ตัวเลขเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งในปีนี้ยังคาดว่ายังคงเกินดุลในระดับ 34,000 – 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้ช่วงต้นปีจะมีเงินทุนไหลออกไปแล้ว 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ค่าเงินบาทยังคงมีเสถียรภาพที่ดีและผันผวนน้อยเมื่อเทียบกับประเทศเกิดใหม่
ขณะที่ภาคเอกชนอย่าง สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่าไม่ว่าฝ่ายไหนจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ได้ ขอเพียงนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการ อีอีซี,การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และไม่คอรัปชั่น ก็จะสามารถสร้างเม็ดเงินลงทุนได้เพราะนโยบายของทุกพรรคมีความน่าสนใจอยู่แล้ว ทั้งการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งจะช่วยให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจในประเทศน่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าเดิม ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ ส่งผลให้การเจรจาการค้ากับต่างประเทศก็จะง่ายขึ้นตามไปด้วย
สอดคล้องกับผลการสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน จากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ที่ระบุว่า 76% ของนักวิเคราะห์ มองว่าปัจจัยการเมืองภายในประเทศ รวมถึงความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดทุนไทย โดยคาดการณ์ดัชนีวันสิ้นปีอยู่ที่ 1,740 จุด