เมื่อวันที่ (22 พ.ค. 62) ผศ.ดร. อรรถสิทธิ์ พานแก้ว คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า เป็นความเข้าใจผิดเป็นอย่างมากว่าถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นรัฐเดี่ยว (รัฐที่รวมศูนย์อำนาจที่รัฐบาลกลาง) จะกระจายอำนาจ (ทางการปกครอง) (Political Structure) ไม่ได้ หรือให้มากไปกว่านั้นคือ ถ้าการกระจายอำนาจทางการปกครองแล้วประเทศจะกลายเป็นระบบประธานาธิบดี
ที่จริงแล้วในหลักการของการกระจายอำนาจนั้น เป็นการกระจายอำนาจในเชิงการบริหารของประเทศที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนที่โดยปกติจะรวมศูนย์การตัดสินใจไว้ที่กลไกของภาครัฐที่ส่วนกลาง ซึ่งในบางครั้งการรวมศูนย์อำนาจการบริหารแบบนี้เปรียบเสมือนกับการจัดให้มีโคมไฟใหญ่ไว้ที่ตรงกลางห้องเพียงดวงเดียว โดยหวังว่าแสงไฟนั้นจะสว่างไปทั่วทั้งห้อง แต่ในความจริงเมื่อมีโคมไฟเพียงดวงเดียวจุดอับแสงในห้องก็จะมีมาก การกระจายอำนาจจึงเปรียบเสมือนกับการมีดวงไฟดวงเล็กๆ กระจายให้แสงสว่างไปทั่วห้อง
การกระจายอำนาจนั้นมีหลายรูปแบบตั้งแต่การกระจายให้มีหน่วยงานหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปยังพื้นที่ต่างๆ ของประเทศเพื่อรับเรื่องความต้องการจากประชาชนในแต่ละพื้นที่ แล้วรับเรื่องราวเหล่านั้นมาที่ส่วนกลางเพื่อการตัดสินใจต่อไป หรือที่เรียกว่า การกระจายอำนาจทางการบริหารจัดการ (Administrative Decentralization) จะว่าไป การมีการปกครองส่วนภูมิภาค (ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน) ของเราที่มีอยู่ก็ถือเป็นการกระจายอำนาจทางการบริหารได้เช่นเดียวกัน
หรือจะเป็นการกระจายอำนาจที่ให้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและให้อำนาจทางการเงินการคลังที่เป็นการให้อำนาจในการจัดหารายได้และทางการภาษีที่สามารถจัดเก็บและบริหารได้ด้วยตนเอง ซึ่งการกระจายอำนาจแบบนี้เรียกว่า การกระจายอำนาจทางการคลัง (Fiscal Decentralization) และ(3) การกระจายอำนาจทางการเมืองและนโยบาย (Political/Policy Decentralization) ที่เป็นการกระจายอำนาจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีอำนาจในเชิงการตัดสินใจเชิงนโยบายและการบริหารในบางอย่างเช่น การศึกษา การสาธารณสุข ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องให้เป็นเรื่องของรัฐส่วนกลาง
เมื่อมองจากมุมนี้แล้ว การกระจายอำนาจจึงสามารถใช้ได้กับประเทศที่มีรูปแบบของรัฐแบบไหนก็ได้ หรือให้เจาะจงลงไปก็คือ รัฐเดี่ยวก็กระจายอำนาจได้ เพราะการกระจายอำนาจนั้นไม่ใช่การเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของประเทศ แต่เป็นการเปลี่ยนระบบการบริหารอำนาจการบริหารนโยบายสาธารณะและการดำเนินกิจกรรมของรัฐเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนของประเทศ
หลายๆ ประเทศที่มีลักษณะแบบประเทศไทยเช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเบลเยี่ยม ต่างก็เปลี่ยนระบบโครงสร้างทางการเมืองและการบริหารจากระบบแบบรวมศูนย์เป็นแบบกระจายอำนาจไปในหลายรูปแบบ ประเทศอังกฤษเมื่อทำการกระจายอำนาจแล้วการให้บริการและการจัดการบริการสาธารณะก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเทศญี่ปุ่นการกระจายอำนาจทำให้ระบบราชการมีความคล่องตัวมีประสิทธิภาพและการมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ทำให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนในเชิงบริการสาธารณะได้อย่างดี และประเทศเบลเยี่ยมการกระจายอำนาจทำให้ปัญหาความต้องการทางการเมืองและความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติของประเทศทุเลาลง
ดังนั้น ด้วยรูปแบบการกระจายอำนาจนั้นสามารถทำได้หลายรูปแบบ และไม่ได้หมายความว่าจะต้องมุ่งสู่การแตกพื้นที่การปกครองออกไปเป็นส่วนย่อยๆ แล้วมีคนขึ้นมาปกครอง หรือ การกระจายอำนาจด้วยการมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการบริหารการเมืองที่มีอยู่
ที่สำคัญ การกระจายอำนาจจะทำให้ความคาดหวังทางการเมืองการบริหารนั้นไม่ต้องกระจุกอยู่กับนักการเมืองระดับชาติเพียงที่เดียว การมีการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นก็จะทำให้ประชาชนได้ผ่องถ่ายความหวังทางการเมืองลงมาได้บ้าง การเป็นผู้แพ้ทางการเมืองในระดับชาติที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่าความต้องการในทางนโยบายของตนเองนั้นจะไม่ได้รับการตอบสนองเสียแล้วก็จะมามีความหวังในระดับท้องถิ่นต่อมา
เพราะการกระจายอำนาจที่มีจุดประสงค์ที่จะทำให้การตอบสนองความต้องการของประชาชนในประเทศให้ดีขึ้น การบริหารราชการคล่องตัวขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาเป็นประเด็นถกเถียงหรือเบี่ยงเบนออกไปจากจุดประสงค์หลักของแนวคิดการกระจายอำนาจแต่อย่างใด