วันนี้ (18 มิ.ย.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอกสารที่เขียนด้วยลายมือ ลงชื่อนายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล หัวหน้าพรรคพลังไทยรักไทย คือหลักฐานที่นายวินัย ไชยบุตร เลขาธิการพรรค นำมาเปิดเผย สาระสำคัญในเอกสารฉบับนี้ เขียนถึงบุคคลคนหนึ่ง โดยคนในพรรคเรียกว่าเป็นผู้มีบารมี โดยได้ยื่นข้อเสนอคือ ให้กับบุคคลคนนี้ว่าจะสนับสนุนเงินให้จำนวน 1 ล้านบาท ในนามแลกกับการช่วยพรรคพลังไทยรักไทยหาเสียง และหากพรรคพลังไทยรักไทย ได้ร่วมรัฐบาล รวมถึงมีตำแหน่งรัฐมนตรี พรรคยินดีที่จะมอบตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่ผู้มีบารมีคนนั้น
นายวินัย เปิดเผยผู้สื่อข่าวพีพีทีวีผ่านไลน์คอลว่า ในรายละเอียดของเอกสารฉบับนี้ ขอให้บุคคลที่ถูกอ้างชื่อในเอกสาร ช่วยหาเสียงเพื่อเพิ่มคะแนนให้กับพรรคพลังไทยรักไทย แลกกับค่าตอบแทน 1 ล้านบาท โดยจะจ่ายเงินให้ภายในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562
นายวินัย กล่าวต่อว่า การไปร่วมรัฐบาลของนายคฑาเทพ ไม่มีมติความเห็นชอบใด ๆ จากคณะกรรมการบริหารพรรค เป็นการตัดสินใจโดยพลการ และทางกรรมการบริหารพรรคเอง ก็ไม่สามารถติดต่อนายคฑาเทพได้เลย ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา พรรคพลังไทยรักไทยได้ที่นั่งจาก ส.ส. ปาร์ตี้ลิสท์บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง นายคฑาเทพ ก็ไม่เคยที่จะกล่าวคำขอบคุณลูกพรรค ที่มีส่วนผลักดันทำให้หัวหน้าพรรคได้เป็น ส.ส. ขณะนี้ได้ยื่นเรื่องกับคณะกรรกการการเลือกตั้ง เพื่อขอให้ตรวจสอบ ถอดถอน นายคฑาเทพ ออกจากการเป็น สส.
ขณะที่นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล หัวหน้าพรรคพลังไทยรักไทย ชี้แจงกับผู้สื่อข่าวพีพีทีวี ปฏิเสธว่า ไม่ทราบที่มาของจดหมายที่นายภูเชษฐ์ นำมาเปิดเผยกับสื่อฯ อ้างว่าไม่ใช่ลายเซ็นต์ของตัวเอง แต่ยอมรับว่าที่ผ่านมามีปัญหาภายในพรรค ที่ไม่สามารถตกลงเรื่องเก้าอี้ตำแหน่งต่าง ๆ ได้ และที่ผ่านมาก็มีการล็อบบี้ตำแหน่งหัวหน้าพรรค จึงเชื่อว่าการกระทำของลูกพรรคบางส่วน ต้องการใส่ร้ายให้เขาเกิดความเสียหาย เพื่อหวังจะได้ขึ้นมาเป็น ส.ส.แทนนายคฑาเทพ ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่านายคฑาเทพ ร่วมกับพรรคพลังประชารัฐไม่ใช่มติของพรรค นายคฑาเทพ อ้างว่าการตัดสินใจร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ผ่านการประชุมของคณะกรรมการบริหารพรรคแล้ว มีมติชัดเจน แต่มีบางคนที่อยู่ในกลุ่มของนายภูเชษฐ์ ไม่ได้เข้าร่วมประชุม และขาดประชุมหลายครั้ง
นายคฑาเทพ เปิดเผยว่า ล่าสุดพรรคพลังไทยรักไทย ได้ปลดกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรค 5 คน ประกอบด้วยเลขาธิการพรรค, ประธานที่ปรึกษาพรรค, โฆษกพรรค และทีมงาน โดยกล่าวหาว่าความผิดเกี่ยวกับจรรยาบรรณของพรรค มีความพยายามใส่ร้ายพรรคให้ได้รับความเสียหาย ก่อนจะรายงานให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ