ในอินเดีย เมื่อมีผู้ชายสักคนเสียชีวิตลง ภรรยาหม้ายของเขามีทางเลือกอยู่ 3 ทาง
ทางแรกคือ กระโดดเข้ากองไฟไปพร้อม ๆ ศพสามี
ทางที่สองตกเป็นภรรยาของพี่ชายน้องชายสามีต่อ หากว่าครอบครัวสามียินยอม
และสุดท้ายคือมีชีวิตอยู่โดยถูกกีดกัน ถูกตัดขาดและถูกรังเกียจจากครอบครัวและสังคม
ในทัศนะของชาวอินเดียส่วนใหญ่ ชีวิตหญิงหม้ายไม่มีคุณค่าใด ๆ
เพราะชีวิตของพวกเธอเป็นของสามี
และเป็นตลอดไปแม้ว่าเขาจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ตาม
ในอินเดียการเป็นแม่หม้ายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ถือเป็นการสูญเสียชีวิตและโอกาสทางสังคมของพวกเธอไปตลอดกาล เมื่อไม่มีที่ยืนในสังคม การมาอยู่รวมกันในเมืองแม่หม้ายจึงเป็นสิ่งที่พวกเธอเลือกทำ
//////
บ่ายวันหนึ่งที่เมืองนาบัดวิป เมืองเล็ก ๆ ในรัฐเบงกอลตะวันออก
ของอินเดีย
หญิงสูงวัยร่างเล็กในชุดส่าหรีสีขาว กำลังเดินไปตามถนนสวนกับรถที่วิ่งผ่านไปเป็นระยะ
ขณะที่เท้าของเธอเร่งก้าวแข่งกับแสงแดดที่แผดจ้า ปากเอื้อนเอ่ยขอเงินผู้คนที่เธอเดินผ่านเป็นระยะๆ
ระยะทางกว่า 2 กิโลที่เดินไป ไม่มีใครสนใจหยิบยื่นเงินให้ บางคนเบือนหน้าหนี พวกเขาไม่ได้รังเกียจที่เธอเป็นขอทาน แต่รังเกียจที่เธอเป็นหญิงหม้าย
เการี เบอร์แมน กลับถึงบ้านโดยไม่ได้เงินสักรูปี แม่หม้ายวัย 70 ปีนั่งพักเหนื่อยจากการเดินขอทาน พร้อมกับเล่าเรื่องราวของเธอให้เราฟัง
เธอบอกเราว่า บ้านหลังนี้ว่าสามีของเธอเป็นคนสร้าง
ความภูมิใจที่เจือปนอยู่ในน้ำเสียงในตอนแรกเปลี่ยนไปเป็นความสั่นเครือเมื่อพูดถึงสามีที่เสียชีวิตเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
“เการี” เล่าว่า ชีวิตหลังเสียสามีลำบากมาก ต้องไปของานทำด้วยการไปทำความสะอาด ได้เงินไม่มาก ไม่พอซื้อข้าวหรอก แต่ก็ต้องทำ พอวันหนึ่งเจ้าของบ้านรู้ว่าเธอเป็นแม่หม้ายก็ไล่เธอออกเลย เพราะพวกเขาไม่อยากให้เธอจับต้องของใช้ในบ้านพวกเขา พวกเขาเชื่อว่าแม่หม้ายจะนำพาโชคร้ายมาให้
ชีวิตหลังการสูญเสียสามีคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับผู้หญิงในอินเดีย สังคมที่จัดผู้หญิงไว้ในสถานะสมบัติของผู้ชาย
บ้านหลังนี้เคยอยู่กันสามคนพ่อแม่ลูก เมื่อลูกชายแต่งงาน ครอบครัวก็ใหญ่ขึ้น จากที่เคยมีเพียงพ่อ แม่ ลูก ก็มีลูกสะไภ้และหลานเพิ่มขึ้นมา
ชีวิตดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็นจนกระทั่งสามีเสียชีวิต
เการีกลายเป็นหม้าย สถานะของเธอเปลี่ยนไป และต้องย้ายตัวเองออกมานอนที่เพิงเล็กๆ เตี้ยๆ นอกบ้าน
แคร่ไม้สำหรับหนึ่งคนนอนถูกคลุมด้วยผ้าผืนเก่า ๆ สิ่งของถูกวางถมกันอยู่บนแคร่ มุ้งสีเขียวถูกตวัดเก็บไว้ข้างฝา ใกล้ๆกันมีพัดลมสนิมเขรอะตั้งอยู่
ด้านหน้าเป็นพื้นที่เปิดโล่ง เพราะเป็นส่วนหนึ่งของทางเดินเข้าบ้าน
เการียืนยันว่าลูกชายไม่ได้ไล่ แต่เธอขอออกมานอนตรงนี้เอง
"วิษณุ"เตรียมมอบงาน ผู้ว่าฯชลบุรี-นนทบุรี หลังขอตัวมาช่วยราชการ
สดร.ชวนชมวงแหวนดาวเสาร์เอียงทำมุมหาโลกมากสุดในรอบ 14 ปี
////
นับว่าเการียังโชคดีที่ได้อยู่ที่บ้าน เพราะสำหรับแม่หม้ายส่วนใหญ่ในอินเดีย หลังสามีเสียชีวิตพวกเธอมักจะถูกไล่ออกจากบ้าน
หญิงหม้ายคือกาลกิณี หากบ้านไหนมีเธออยู่ในบ้านด้วย ไม่ช้าไม่นานจะมีคนในบ้านเคราะห์ร้ายหรือเสียชีวิตเพิ่ม ต้องขับไล่เธอออกไปเพื่อปกป้องคนในบ้าน
บางครอบครัวรีบเสือกไสไล่ส่งสะใภ้หม้ายออกจากบ้านทันทีเพราะกลัวว่าสมบัติของลูกชายตนเองที่เสียชีวิตไปนั้นจะตกเป็นของลูกสะใภ้
“ไทยพาณิชย์” นัดชุมนุมหลังมีนโยบายลดพนักงาน 12,000 คนใน 3 ปี
“เมื่อยังเด็ก ผู้หญิงอินเดียเป็นสมบัติของพ่อแม่ เมื่อโตขึ้น พวกเธอเป็นสมบัติของสามี
คุณค่าของชีวิตถูกผูกติดอยู่กับสามี เมื่อวันหนึ่งที่สามีเสียชีวิต นั่นหมายถึงพวกเธอก็หมดคุณค่าไปด้วย
ไม่มีการศึกษา ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ชีวิตของพวกเธอก็ไม่ต่างกับเรือที่รั่วอยู่กลางทะเล พร้อมที่จะอับปางลงได้ทุกเมื่อ”
ความเชื่อและวิธีปฏิบัติต่อแม่หม้ายในอินเดีย ที่ตัดขาดและรังเกียจพวกเธอ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเร่งให้เรือจมดิ่งสู่ใต้มหาสมุทรเร็วขึ้น
เมื่อถูกไล่ออกจากบ้าน อาศรมที่นาบัดวิปและเมืองอื่นๆ เป็นเหมือนเกาะ
เล็ก ๆ ที่เหล่าหญิงหม้ายตะเกียกตะกายไปเพื่อเอาชีวิตรอด
//////////
วิหารพระกฤษณะแห่งเมืองนาบัดวิปมีเสียงสวดภชันหรือเพลงสรรเสริญและเสียงดนตรีประกอบดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ปกติแล้ว การสวดบูชาจะเป็นหน้าที่ของนักบวชหรือไม่ก็เหล่าผู้แสวงบุญ แต่ที่นี่ มีหญิงหม้ายกลุ่มใหญ่คอยเปล่งเสียงและขยับเครื่องดนตรี
นาบัดวิป สถานที่เกิดของ ไชทันยา มหาพระภู Chaitanya Mahaprabhu ที่ชาวอินเดียเชื่อว่าเป็นการกลับชาติมาเกิดของพระกฤษณะ หนึ่งในเทพเจ้าที่ชาวฮินดูเคารพอย่างสูง
ได้ชื่อว่าเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนเดินทางมาที่เมืองนี้เพื่อศึกษาศาสนา ซึมซับความศักดิ์สิทธิ์ ไปจนถึงเป็นสถานที่สุดท้ายของชีวิต
คนอีกกลุ่มหนึ่งที่มุ่งหน้ามาที่นี่คือ แม่หม้ายจากอินเดีย บังคลาเทศและเนปาล
กว่า 300 กว่าปีที่นาบัดวิปเป็นแหล่งพักพิงสุดท้ายของผู้หญิงกลุ่มนี้ จนได้ชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เมืองแม่หม้าย
แม่หม้ายที่มาอยู่ในเมืองนี้หาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างทำงานเล็กๆน้อยๆ ขอทาน จนไปถึงขายบริการทางเพศ
หลบร้อนหลบหนาวซุกหัวนอนอยู่ในศูนย์พักพิงบ้าง อาศรมหรือห้องเช่าเล็ก ๆบ้าง บางคนกางผ้าใบนอนข้างถนน
มีสิ่งหนึ่งที่พวกเธอร่วมกันทำทุกวัน
ทุกวันเวลา 7 โมงเช้า เหล่าหญิงหม้ายจะมารวมตัวกันที่ศาลา ลงทะเบียนเพื่อรับเหรียญ สวดและเขย่าเครื่องดนตรีเพื่อสรรเสริญบูชาพระกฤษณะ
เมื่อใกล้ถึงเวลา 11 โมง เจ้าหน้าที่จะเริ่มเดินเก็บเหรียญเพื่อแลกกับอาหารที่จะช่วยประทังชีวิตเธอไปอีกหนึ่งวัน
อาศรมแห่งนี้เปิดรับเหล่าหญิงหม้ายให้เข้ามาพักอาศัยและแจกอาหาร โดยแลกกับการสวดสรรเสริญเทพเจ้า
สำหรับผู้ยากไร้ การสงเคราะห์โดยแจกเงินอาจง่ายและสะดวกกว่า แต่อาศรมมีกุศโลบายในการช่วยเหลือและเยียวยาพวกเธอด้วยแนวทางของศาสนาด้วย
“การให้เงินง่ายกว่าการต้องเตรียมอาหารวันละหลายร้อยกิโลแน่นอน แต่การที่พวกเธอมารวมตัวกันแล้วสวดมนต์ เปล่งชื่อพระกฤษณะออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นการชะล้างจิตใจให้สะอาด ขณะที่อาหารที่อาศรมเตรียม เราก็ตั้งจิตถวายพระกฤษณะก่อน เพราะฉะนั้นแม่หม้ายเหล่านี้ก็จะได้กินอาหารที่พระกฤษณะประทานให้” ผู้จัดการอาศรมระบุ
สิ้นเสียงสวดสุดท้าย อาหารที่ปรุงเสร็จเรียบร้อยถูกยกออกมาวาง
การประกาศว่าอาหารพร้อมแจกจ่ายแล้วของผู้จัดการอาศรมไม่ต่างอะไรจากเสียงสวรรค์สำหรับผู้หิวโหยและรอคอย
เหล่าหญิงหม้ายทุกคนพร้อมใจกันลุกยืนขึ้นและร้องเพลงขอบคุณพระกฤษณะ
เมื่อเพลงจบลง พวกเธอต่างก็หยิบอุปกรณ์ที่เตรียมติดตัวมา มีทั้งปิ่นโต กล่องใส ถุงพลาสติก ทยอยกันไปต่อแถวรอรับแจกอาหาร
เมนูวันนี้มีข้าวสวย แกงดาลใส่มันและถั่วเหลืองแห้ง
เการี ก็เป็นหนึ่งในแม่หม้ายที่มาร่วมสวดสรรเสริญและรับแจกอาหารในวันนี้เช่นกัน
เธอบอกกับเราว่าเธอจะนำอาหารไปแบ่งให้ลูกชายและครอบครัวของเขาด้วย
เมื่อได้รับอาหารแล้ว แต่ละคนแยกย้ายกันไป บางส่วนนั่งกินข้าวแถว ๆ นี้
บางส่วนเดินกลับไปยังที่พักด้านหลังอาศรม
หนึ่งในนั้นคือ มุกติ ราย แม่หม้ายชาวบังกลาเทศวัย 70 ปี
หลังจากสามีเสียชีวิตไปตอนเธออายุ 40 ปี ลูก ๆ ทั้ง 2 ไม่สนใจจะดูแลเธอ หนำซ้ำพวกเขาต่างเกี่ยงที่จะรับแม่ไปอยู่ด้วย
ที่อินเดีย มีเมืองแม่หม้ายหลายแห่ง มุกติเลือกเดินทางมายังนาบัดวิปพร้อมสมบัติติดตัวที่เหลืออยู่และโชคดีที่อาศรมแห่งนี้มีที่ว่างสำหรับเธอ
แม้จะเหงาอยู่บ้างก็ตาม แต่การได้พาตัวเองมายังเมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้และยึดเป็นที่พักพิงสุดท้าย เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ
อยู่ที่นี่มีความสุขดี มีอาหารฟรี มีส่าหรีแจก แม่หม้ายในบังกลาเทศก็เหมือนแม่หม้ายในอินเดียนี่แหละ ไม่มีที่ยืนในสังคม อยู่ที่นี่ก็ดี
ที่นี่ มุกติอาศัยอยู่ในห้องแคบ ๆ ร่วมกับแม่หม้ายคนอื่นอีก 6 คน
ภาพพระกฤษณะแปะเรียงรายอยู่ตามผนังห้องที่เต็มไปด้วยคราบสกปรกและรอยหลุดล่อนของปูน เป็นหนึ่งในสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงไม่กี่อย่างของชีวิตที่เหลืออยู่
ข้าวของเครื่องใช้ที่มีไม่มากวางสุมกันอยู่ ที่นอนของพวกเธอคือกระสอบข้าว ที่เก็บมาจากโรงครัวของอาศรม
หนึ่งในเพื่อนร่วมห้องของมุกติคือ เรกา พามานิก
6 ปีที่แล้ว สามีของเรกาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ แม่สามีกล่าวโทษว่าเธอเป็นตัวเสนียดจัญไรซึ่งเป็นสาเหตุให้ลูกชายของนางเสียชีวิต
เรกาถูกเฉดหัวออกจากบ้านสามีที่กัลกัตตาและมาลงเอยที่นี่ในที่สุด
เธอเลือกมาที่นาบัดวิปเพราะรู้ว่าที่นี่มีแม่หม้ายผู้ไร้ที่พึ่งมาอยู่เป็นจำนวนมาก
สำหรับหญิงหม้ายไร้งานขาดเงินสูญเสียครอบครัวและถูกรังเกียจ อย่างน้อยที่สุด ที่นี่ก็ยังมีที่นอน อาหารและได้อยู่ร่วมกับคนที่มีชะตากรรม
เดียวกัน
แต่แน่นอนว่าชีวิตลำเค็ญที่นี่แตกต่างจากชีวิตเดิมที่เคยมี สิ่งเดียวที่ช่วยเธอผ่านพ้นแต่ละวันไปได้คือภาพถ่ายของสามีใบเดียวที่เหลืออยู่
“เรกา” เล่าว่า ชีวิตลำบาก แต่ทุกครั้งที่รู้สึกว่าไม่ไหวแล้วก็จะหยิบรูปสามีมาดู แต่พวกเพื่อนคนอื่นในห้องเห็น พวกเธอก็จะหัวเราะเยาะฉัน แต่ฉันก็ไม่สนใจ ทุกวันนี้ฉันยังรู้สึกว่าสามียังอยู่กับฉันตลอดเวลา
////////
ธรรมเนียมเก่าแก่อย่างหนึ่งในอินเดียคือพิธีสตี ภรรยาหม้ายจะกระโจนเข้าสู่กองไฟที่กำลังลุกไหม้เผาร่างสามีของเธอให้ตายตกตามกันไป เพื่อเป็นการพิสูจน์รักแท้ของภรรยาผู้ซื่อสัตย์ และเชื่อว่าทำแล้วสามีจะได้ขึ้นสวรรค์
หากภรรยาคนไหนที่ไม่ยินยอมก็จะถูกจับโยนเข้าไป นี่ไม่ต่างอะไรกับการฆาตกรรม
เมื่ออังกฤษเข้ายึดครองอินเดีย ได้สั่งให้ยกเลิกพิธีอันน่าขนพองสยองเกล้านี้ไปเสีย
การต้องตายพร้อมสามีถูกขจัด แต่ทัศนคติของชาวอินเดียที่มีต่อหญิงหม้ายยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
พวกเธอต้องห่มส่าหรีสีขาวผ้าเนื้อหยาบเพื่อเป็นการแสดงความอาลัยต่อสามีที่จากไปแล้ว
ต้องโกนหัวและห้ามสวมเครื่องประดับ เพราะสามีตายแล้ว พวกเธอไม่ควรแต่งเสริมเติมสวยใด ๆ ทั้งสิ้น
งดกินเนื้อสัตว์ อาหารร้อนและกระเทียม ที่เชื่อว่าสร้างความต้องการทางเพศ เพราะต้องซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อสามีที่ตายไปแล้วเพียงคนเดียวเท่านั้น
ห้ามเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองหรือพิธีมงคลใด ๆ ทั้งสิ้น บ้านไหนที่มีหญิงหม้ายอาศัยอยู่ในบ้าน หากมีงานมงคล ก็จะกักบริเวณเธอไว้จนกว่าพิธีจะเสร็จสิ้น
เพียงแค่เงาของเธอก็ถือว่าเป็นเสนียดจัญไรและอัปมงคล
ความเชื่อนี้ไม่ยกเว้นแม้แต่เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแม่หม้ายอย่างนาบัดวิป ที่มีหญิงหม้ายย้ายมาพักพิงกว่าพันคน
สถานภาพของผู้หญิงอินเดียถูกกำหนดด้วยความเชื่อเก่าแก่โบราณที่ยึดถือและสืบทอดมาถึงปัจจุบัน
โครงสร้างสังคมที่วางผู้ชายไว้สูงส่งประดุจเทวดา ผู้หญิงเป็นเพียงสมบัติหรือข้าวของ แนวทางการปฏิบัติต่อหญิงหม้ายเต็มไปด้วยการกดขี่และ ครอบงำ
Santi Ranjan Dave, นักประวัติศาสตร์ ระบุว่ากฏและการปลูกฝังความเชื่อเหล่านี้มาจากการที่สมัยก่อนอินเดียเป็นสังคมชายเป็นใหญ่ กฏทุกอย่างถูกตั้งโดยผู้ปกครองบ้านเมืองที่เป็นชาย พวกเขาไม่อยากให้ผู้หญิงที่สามีตาย มีความสุขอีก ไม่อยากให้ยังดูดี เพราะจะได้ไม่สามารถมีสามีใหม่ได้ พูดง่ายๆคือหวงก้าง
ชีวิตของเการีแม้จะเรียกได้ว่ายังดีกว่าอีกหลายคน เพราะอย่างน้อยเธอไม่ต้องถูกไล่ออกจากบ้าน
แต่ภายใต้ใบหน้ายับย่นที่เปื้อนยิ้มของหญิงหม้ายวัย 70 ปีคนนี้ เธอไม่ปฏิเสธว่าการฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่เธอนึกถึงอยู่บ่อยๆ
เธอเพียงแค่คิด แต่ไม่อาจลงมือทำเช่นนั้นได้เพราะความเชื่อที่ที่ว่า การฆ่าตัวตายจะทำให้เธอไม่ได้ขึ้นสวรรค์และนั่นจะทำให้เธอไม่ได้เจอสามีไปอีกตลอดกาล
สิ่งที่ยังทำให้เธอมีแรงลุกจากที่นอนได้คือ การได้ไปสวดมนต์ที่อาศรมในตอนเช้า และการพร่ำขอพระผู้เป็นเจ้าในทุกกลางคืนเพื่อให้เอาชีวิตเธอไป
“เการี” กล่าวว่าเธออ้อนวอนต่อพระเจ้าว่าให้เอาชีวิตไปได้แล้ว เพราะเธออยู่แบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ ทุกวันนี้อยู่เพราะร่างกายยังมีลมหายใจแต่จิตวิญญาณไม่มีเหลือแล้ว
ไม่เพียงแต่เการีที่สวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้ากับคำขอนี้ หญิงหม้ายทุกคนที่อาศรมก็เช่นกัน เราถามว่าหากขอพรได้หนึ่งข้อ พวกเธอจะขออะไร
คำตอบของทุกคนเหมือนกัน
พวกเธอมาอยู่ที่นี่เพียงเพื่อรอความตาย จะต่างอะไรหากว่ามันจะมาถึงในวันนี้พรุ่งนี้
บางทีอาจดีกว่า เพราะความทุกข์ทนทั้งหลายที่พวกเธอแบกรับอยู่จะได้สิ้นสุดลงเสียที
////////
พิธีสตีหรือการกระโดดเข้ากองไฟให้ตายไปพร้อมสามีนั้นเป็นเรื่องต้องห้ามและผิดกฎหมายมาเกือบ 200 ปีแล้ว
ทางเลือกที่เหลืออยู่ของหญิงหม้ายคือการมุ่งหน้าเข้าสู่อาศรมที่กระจัดกระจายอยู่ในหลายเมืองของอินเดีย
แม้ว่าสามีจะเสียชีวิตไปแล้ว สังคมก็ไม่อนุญาตให้พวกเธอปลดเปลื้องพันธะที่มีต่อเขาได้ จนกว่าจะตายเช่นกัน
ทำให้ขณะที่ยังอยู่ พวกเธอก็อยู่ในสภาวะตายทั้งเป็น
———————————————————————————