WorldBank2026 WorldBank2026

“นาบัดวิป” เมืองแม่หม้ายแห่งอินเดีย ที่พักพิงสุดท้ายของผู้ถูกตราหน้าว่าเป็น “เสนียด”

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“อินเดีย” ประเทศที่ความเชื่อมีอิทธิพลอย่างสูงต่อคนที่ดำรงชีวิต ซึ่งอาจจะกำหนดชะตาชีวิตตราบเท่าที่เหลืออยู่ของพวกเขา รวมถึง “แม่หม้าย” ผู้ที่ถูกความเชื่อจัดให้อยู่ในประเภทของ “เสนียด”

ในอินเดีย  เมื่อมีผู้ชายสักคนเสียชีวิตลง  ภรรยาหม้ายของเขามีทางเลือกอยู่  3 ทาง 

ทางแรกคือ กระโดดเข้ากองไฟไปพร้อม ๆ ศพสามี  

ทางที่สองตกเป็นภรรยาของพี่ชายน้องชายสามีต่อ  หากว่าครอบครัวสามียินยอม

และสุดท้ายคือมีชีวิตอยู่โดยถูกกีดกัน  ถูกตัดขาดและถูกรังเกียจจากครอบครัวและสังคม

ในทัศนะของชาวอินเดียส่วนใหญ่   ชีวิตหญิงหม้ายไม่มีคุณค่าใด ๆ 

เพราะชีวิตของพวกเธอเป็นของสามี 

และเป็นตลอดไปแม้ว่าเขาจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ตาม

ในอินเดียการเป็นแม่หม้ายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ถือเป็นการสูญเสียชีวิตและโอกาสทางสังคมของพวกเธอไปตลอดกาล เมื่อไม่มีที่ยืนในสังคม การมาอยู่รวมกันในเมืองแม่หม้ายจึงเป็นสิ่งที่พวกเธอเลือกทำ

//////

บ่ายวันหนึ่งที่เมืองนาบัดวิป เมืองเล็ก ๆ ในรัฐเบงกอลตะวันออก

ของอินเดีย

หญิงสูงวัยร่างเล็กในชุดส่าหรีสีขาว กำลังเดินไปตามถนนสวนกับรถที่วิ่งผ่านไปเป็นระยะ

ขณะที่เท้าของเธอเร่งก้าวแข่งกับแสงแดดที่แผดจ้า ปากเอื้อนเอ่ยขอเงินผู้คนที่เธอเดินผ่านเป็นระยะๆ

ระยะทางกว่า 2 กิโลที่เดินไป ไม่มีใครสนใจหยิบยื่นเงินให้ บางคนเบือนหน้าหนี  พวกเขาไม่ได้รังเกียจที่เธอเป็นขอทาน  แต่รังเกียจที่เธอเป็นหญิงหม้าย

เการี เบอร์แมน กลับถึงบ้านโดยไม่ได้เงินสักรูปี  แม่หม้ายวัย 70 ปีนั่งพักเหนื่อยจากการเดินขอทาน พร้อมกับเล่าเรื่องราวของเธอให้เราฟัง

เธอบอกเราว่า บ้านหลังนี้ว่าสามีของเธอเป็นคนสร้าง

ความภูมิใจที่เจือปนอยู่ในน้ำเสียงในตอนแรกเปลี่ยนไปเป็นความสั่นเครือเมื่อพูดถึงสามีที่เสียชีวิตเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

“เการี” เล่าว่า ชีวิตหลังเสียสามีลำบากมาก ต้องไปของานทำด้วยการไปทำความสะอาด ได้เงินไม่มาก ไม่พอซื้อข้าวหรอก แต่ก็ต้องทำ พอวันหนึ่งเจ้าของบ้านรู้ว่าเธอเป็นแม่หม้ายก็ไล่เธอออกเลย เพราะพวกเขาไม่อยากให้เธอจับต้องของใช้ในบ้านพวกเขา พวกเขาเชื่อว่าแม่หม้ายจะนำพาโชคร้ายมาให้

ชีวิตหลังการสูญเสียสามีคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับผู้หญิงในอินเดีย สังคมที่จัดผู้หญิงไว้ในสถานะสมบัติของผู้ชาย 

บ้านหลังนี้เคยอยู่กันสามคนพ่อแม่ลูก เมื่อลูกชายแต่งงาน ครอบครัวก็ใหญ่ขึ้น จากที่เคยมีเพียงพ่อ แม่ ลูก ก็มีลูกสะไภ้และหลานเพิ่มขึ้นมา

ชีวิตดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็นจนกระทั่งสามีเสียชีวิต 

เการีกลายเป็นหม้าย สถานะของเธอเปลี่ยนไป  และต้องย้ายตัวเองออกมานอนที่เพิงเล็กๆ เตี้ยๆ นอกบ้าน

แคร่ไม้สำหรับหนึ่งคนนอนถูกคลุมด้วยผ้าผืนเก่า ๆ  สิ่งของถูกวางถมกันอยู่บนแคร่ มุ้งสีเขียวถูกตวัดเก็บไว้ข้างฝา ใกล้ๆกันมีพัดลมสนิมเขรอะตั้งอยู่

ด้านหน้าเป็นพื้นที่เปิดโล่ง เพราะเป็นส่วนหนึ่งของทางเดินเข้าบ้าน

เการียืนยันว่าลูกชายไม่ได้ไล่ แต่เธอขอออกมานอนตรงนี้เอง

  "วิษณุ"เตรียมมอบงาน ผู้ว่าฯชลบุรี-นนทบุรี หลังขอตัวมาช่วยราชการ

สดร.ชวนชมวงแหวนดาวเสาร์เอียงทำมุมหาโลกมากสุดในรอบ 14 ปี 

////

นับว่าเการียังโชคดีที่ได้อยู่ที่บ้าน เพราะสำหรับแม่หม้ายส่วนใหญ่ในอินเดีย หลังสามีเสียชีวิตพวกเธอมักจะถูกไล่ออกจากบ้าน

หญิงหม้ายคือกาลกิณี  หากบ้านไหนมีเธออยู่ในบ้านด้วย  ไม่ช้าไม่นานจะมีคนในบ้านเคราะห์ร้ายหรือเสียชีวิตเพิ่ม  ต้องขับไล่เธอออกไปเพื่อปกป้องคนในบ้าน

บางครอบครัวรีบเสือกไสไล่ส่งสะใภ้หม้ายออกจากบ้านทันทีเพราะกลัวว่าสมบัติของลูกชายตนเองที่เสียชีวิตไปนั้นจะตกเป็นของลูกสะใภ้

“ไทยพาณิชย์” นัดชุมนุมหลังมีนโยบายลดพนักงาน 12,000 คนใน 3 ปี  

“เมื่อยังเด็ก ผู้หญิงอินเดียเป็นสมบัติของพ่อแม่  เมื่อโตขึ้น  พวกเธอเป็นสมบัติของสามี 

 คุณค่าของชีวิตถูกผูกติดอยู่กับสามี  เมื่อวันหนึ่งที่สามีเสียชีวิต นั่นหมายถึงพวกเธอก็หมดคุณค่าไปด้วย 

 ไม่มีการศึกษา  ไม่มีงานทำ  ไม่มีรายได้  ชีวิตของพวกเธอก็ไม่ต่างกับเรือที่รั่วอยู่กลางทะเล พร้อมที่จะอับปางลงได้ทุกเมื่อ” 

 

ความเชื่อและวิธีปฏิบัติต่อแม่หม้ายในอินเดีย  ที่ตัดขาดและรังเกียจพวกเธอ  ก็ไม่ต่างอะไรกับการเร่งให้เรือจมดิ่งสู่ใต้มหาสมุทรเร็วขึ้น

เมื่อถูกไล่ออกจากบ้าน   อาศรมที่นาบัดวิปและเมืองอื่นๆ  เป็นเหมือนเกาะ

เล็ก ๆ ที่เหล่าหญิงหม้ายตะเกียกตะกายไปเพื่อเอาชีวิตรอด

 

//////////

 

วิหารพระกฤษณะแห่งเมืองนาบัดวิปมีเสียงสวดภชันหรือเพลงสรรเสริญและเสียงดนตรีประกอบดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย

ปกติแล้ว  การสวดบูชาจะเป็นหน้าที่ของนักบวชหรือไม่ก็เหล่าผู้แสวงบุญ  แต่ที่นี่  มีหญิงหม้ายกลุ่มใหญ่คอยเปล่งเสียงและขยับเครื่องดนตรี

นาบัดวิป   สถานที่เกิดของ ไชทันยา มหาพระภู Chaitanya Mahaprabhu ที่ชาวอินเดียเชื่อว่าเป็นการกลับชาติมาเกิดของพระกฤษณะ หนึ่งในเทพเจ้าที่ชาวฮินดูเคารพอย่างสูง

ได้ชื่อว่าเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนเดินทางมาที่เมืองนี้เพื่อศึกษาศาสนา ซึมซับความศักดิ์สิทธิ์ ไปจนถึงเป็นสถานที่สุดท้ายของชีวิต

คนอีกกลุ่มหนึ่งที่มุ่งหน้ามาที่นี่คือ แม่หม้ายจากอินเดีย บังคลาเทศและเนปาล

กว่า 300 กว่าปีที่นาบัดวิปเป็นแหล่งพักพิงสุดท้ายของผู้หญิงกลุ่มนี้  จนได้ชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เมืองแม่หม้าย

แม่หม้ายที่มาอยู่ในเมืองนี้หาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างทำงานเล็กๆน้อยๆ ขอทาน จนไปถึงขายบริการทางเพศ

หลบร้อนหลบหนาวซุกหัวนอนอยู่ในศูนย์พักพิงบ้าง อาศรมหรือห้องเช่าเล็ก ๆบ้าง  บางคนกางผ้าใบนอนข้างถนน

มีสิ่งหนึ่งที่พวกเธอร่วมกันทำทุกวัน

ทุกวันเวลา 7 โมงเช้า  เหล่าหญิงหม้ายจะมารวมตัวกันที่ศาลา  ลงทะเบียนเพื่อรับเหรียญ สวดและเขย่าเครื่องดนตรีเพื่อสรรเสริญบูชาพระกฤษณะ 

เมื่อใกล้ถึงเวลา 11 โมง  เจ้าหน้าที่จะเริ่มเดินเก็บเหรียญเพื่อแลกกับอาหารที่จะช่วยประทังชีวิตเธอไปอีกหนึ่งวัน

อาศรมแห่งนี้เปิดรับเหล่าหญิงหม้ายให้เข้ามาพักอาศัยและแจกอาหาร  โดยแลกกับการสวดสรรเสริญเทพเจ้า

สำหรับผู้ยากไร้  การสงเคราะห์โดยแจกเงินอาจง่ายและสะดวกกว่า  แต่อาศรมมีกุศโลบายในการช่วยเหลือและเยียวยาพวกเธอด้วยแนวทางของศาสนาด้วย

“การให้เงินง่ายกว่าการต้องเตรียมอาหารวันละหลายร้อยกิโลแน่นอน แต่การที่พวกเธอมารวมตัวกันแล้วสวดมนต์ เปล่งชื่อพระกฤษณะออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นการชะล้างจิตใจให้สะอาด ขณะที่อาหารที่อาศรมเตรียม เราก็ตั้งจิตถวายพระกฤษณะก่อน เพราะฉะนั้นแม่หม้ายเหล่านี้ก็จะได้กินอาหารที่พระกฤษณะประทานให้” ผู้จัดการอาศรมระบุ

สิ้นเสียงสวดสุดท้าย  อาหารที่ปรุงเสร็จเรียบร้อยถูกยกออกมาวาง 

การประกาศว่าอาหารพร้อมแจกจ่ายแล้วของผู้จัดการอาศรมไม่ต่างอะไรจากเสียงสวรรค์สำหรับผู้หิวโหยและรอคอย

เหล่าหญิงหม้ายทุกคนพร้อมใจกันลุกยืนขึ้นและร้องเพลงขอบคุณพระกฤษณะ

เมื่อเพลงจบลง พวกเธอต่างก็หยิบอุปกรณ์ที่เตรียมติดตัวมา  มีทั้งปิ่นโต กล่องใส ถุงพลาสติก ทยอยกันไปต่อแถวรอรับแจกอาหาร

เมนูวันนี้มีข้าวสวย แกงดาลใส่มันและถั่วเหลืองแห้ง

เการี ก็เป็นหนึ่งในแม่หม้ายที่มาร่วมสวดสรรเสริญและรับแจกอาหารในวันนี้เช่นกัน

เธอบอกกับเราว่าเธอจะนำอาหารไปแบ่งให้ลูกชายและครอบครัวของเขาด้วย

เมื่อได้รับอาหารแล้ว  แต่ละคนแยกย้ายกันไป  บางส่วนนั่งกินข้าวแถว ๆ นี้

บางส่วนเดินกลับไปยังที่พักด้านหลังอาศรม

หนึ่งในนั้นคือ มุกติ ราย แม่หม้ายชาวบังกลาเทศวัย 70 ปี 

หลังจากสามีเสียชีวิตไปตอนเธออายุ 40 ปี ลูก ๆ ทั้ง 2 ไม่สนใจจะดูแลเธอ หนำซ้ำพวกเขาต่างเกี่ยงที่จะรับแม่ไปอยู่ด้วย

ที่อินเดีย  มีเมืองแม่หม้ายหลายแห่ง  มุกติเลือกเดินทางมายังนาบัดวิปพร้อมสมบัติติดตัวที่เหลืออยู่และโชคดีที่อาศรมแห่งนี้มีที่ว่างสำหรับเธอ

แม้จะเหงาอยู่บ้างก็ตาม แต่การได้พาตัวเองมายังเมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้และยึดเป็นที่พักพิงสุดท้าย   เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ

อยู่ที่นี่มีความสุขดี มีอาหารฟรี มีส่าหรีแจก แม่หม้ายในบังกลาเทศก็เหมือนแม่หม้ายในอินเดียนี่แหละ ไม่มีที่ยืนในสังคม อยู่ที่นี่ก็ดี

ที่นี่  มุกติอาศัยอยู่ในห้องแคบ ๆ ร่วมกับแม่หม้ายคนอื่นอีก 6 คน

ภาพพระกฤษณะแปะเรียงรายอยู่ตามผนังห้องที่เต็มไปด้วยคราบสกปรกและรอยหลุดล่อนของปูน   เป็นหนึ่งในสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงไม่กี่อย่างของชีวิตที่เหลืออยู่

ข้าวของเครื่องใช้ที่มีไม่มากวางสุมกันอยู่ ที่นอนของพวกเธอคือกระสอบข้าว ที่เก็บมาจากโรงครัวของอาศรม

หนึ่งในเพื่อนร่วมห้องของมุกติคือ เรกา พามานิก

6 ปีที่แล้ว สามีของเรกาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์  แม่สามีกล่าวโทษว่าเธอเป็นตัวเสนียดจัญไรซึ่งเป็นสาเหตุให้ลูกชายของนางเสียชีวิต

เรกาถูกเฉดหัวออกจากบ้านสามีที่กัลกัตตาและมาลงเอยที่นี่ในที่สุด

เธอเลือกมาที่นาบัดวิปเพราะรู้ว่าที่นี่มีแม่หม้ายผู้ไร้ที่พึ่งมาอยู่เป็นจำนวนมาก

สำหรับหญิงหม้ายไร้งานขาดเงินสูญเสียครอบครัวและถูกรังเกียจ  อย่างน้อยที่สุด  ที่นี่ก็ยังมีที่นอน  อาหารและได้อยู่ร่วมกับคนที่มีชะตากรรม

เดียวกัน

แต่แน่นอนว่าชีวิตลำเค็ญที่นี่แตกต่างจากชีวิตเดิมที่เคยมี  สิ่งเดียวที่ช่วยเธอผ่านพ้นแต่ละวันไปได้คือภาพถ่ายของสามีใบเดียวที่เหลืออยู่

“เรกา” เล่าว่า ชีวิตลำบาก แต่ทุกครั้งที่รู้สึกว่าไม่ไหวแล้วก็จะหยิบรูปสามีมาดู แต่พวกเพื่อนคนอื่นในห้องเห็น พวกเธอก็จะหัวเราะเยาะฉัน แต่ฉันก็ไม่สนใจ ทุกวันนี้ฉันยังรู้สึกว่าสามียังอยู่กับฉันตลอดเวลา  

////////

ธรรมเนียมเก่าแก่อย่างหนึ่งในอินเดียคือพิธีสตี  ภรรยาหม้ายจะกระโจนเข้าสู่กองไฟที่กำลังลุกไหม้เผาร่างสามีของเธอให้ตายตกตามกันไป  เพื่อเป็นการพิสูจน์รักแท้ของภรรยาผู้ซื่อสัตย์  และเชื่อว่าทำแล้วสามีจะได้ขึ้นสวรรค์

หากภรรยาคนไหนที่ไม่ยินยอมก็จะถูกจับโยนเข้าไป นี่ไม่ต่างอะไรกับการฆาตกรรม

เมื่ออังกฤษเข้ายึดครองอินเดีย  ได้สั่งให้ยกเลิกพิธีอันน่าขนพองสยองเกล้านี้ไปเสีย

การต้องตายพร้อมสามีถูกขจัด  แต่ทัศนคติของชาวอินเดียที่มีต่อหญิงหม้ายยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

พวกเธอต้องห่มส่าหรีสีขาวผ้าเนื้อหยาบเพื่อเป็นการแสดงความอาลัยต่อสามีที่จากไปแล้ว

ต้องโกนหัวและห้ามสวมเครื่องประดับ เพราะสามีตายแล้ว  พวกเธอไม่ควรแต่งเสริมเติมสวยใด ๆ ทั้งสิ้น

งดกินเนื้อสัตว์  อาหารร้อนและกระเทียม  ที่เชื่อว่าสร้างความต้องการทางเพศ  เพราะต้องซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อสามีที่ตายไปแล้วเพียงคนเดียวเท่านั้น

ห้ามเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองหรือพิธีมงคลใด ๆ ทั้งสิ้น บ้านไหนที่มีหญิงหม้ายอาศัยอยู่ในบ้าน  หากมีงานมงคล ก็จะกักบริเวณเธอไว้จนกว่าพิธีจะเสร็จสิ้น

เพียงแค่เงาของเธอก็ถือว่าเป็นเสนียดจัญไรและอัปมงคล

ความเชื่อนี้ไม่ยกเว้นแม้แต่เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแม่หม้ายอย่างนาบัดวิป   ที่มีหญิงหม้ายย้ายมาพักพิงกว่าพันคน 

สถานภาพของผู้หญิงอินเดียถูกกำหนดด้วยความเชื่อเก่าแก่โบราณที่ยึดถือและสืบทอดมาถึงปัจจุบัน

โครงสร้างสังคมที่วางผู้ชายไว้สูงส่งประดุจเทวดา  ผู้หญิงเป็นเพียงสมบัติหรือข้าวของ  แนวทางการปฏิบัติต่อหญิงหม้ายเต็มไปด้วยการกดขี่และ ครอบงำ

Santi Ranjan Dave, นักประวัติศาสตร์ ระบุว่ากฏและการปลูกฝังความเชื่อเหล่านี้มาจากการที่สมัยก่อนอินเดียเป็นสังคมชายเป็นใหญ่ กฏทุกอย่างถูกตั้งโดยผู้ปกครองบ้านเมืองที่เป็นชาย พวกเขาไม่อยากให้ผู้หญิงที่สามีตาย มีความสุขอีก ไม่อยากให้ยังดูดี เพราะจะได้ไม่สามารถมีสามีใหม่ได้ พูดง่ายๆคือหวงก้าง

ชีวิตของเการีแม้จะเรียกได้ว่ายังดีกว่าอีกหลายคน  เพราะอย่างน้อยเธอไม่ต้องถูกไล่ออกจากบ้าน  

แต่ภายใต้ใบหน้ายับย่นที่เปื้อนยิ้มของหญิงหม้ายวัย 70 ปีคนนี้ เธอไม่ปฏิเสธว่าการฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่เธอนึกถึงอยู่บ่อยๆ

เธอเพียงแค่คิด แต่ไม่อาจลงมือทำเช่นนั้นได้เพราะความเชื่อที่ที่ว่า การฆ่าตัวตายจะทำให้เธอไม่ได้ขึ้นสวรรค์และนั่นจะทำให้เธอไม่ได้เจอสามีไปอีกตลอดกาล

สิ่งที่ยังทำให้เธอมีแรงลุกจากที่นอนได้คือ การได้ไปสวดมนต์ที่อาศรมในตอนเช้า และการพร่ำขอพระผู้เป็นเจ้าในทุกกลางคืนเพื่อให้เอาชีวิตเธอไป

“เการี” กล่าวว่าเธออ้อนวอนต่อพระเจ้าว่าให้เอาชีวิตไปได้แล้ว เพราะเธออยู่แบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ ทุกวันนี้อยู่เพราะร่างกายยังมีลมหายใจแต่จิตวิญญาณไม่มีเหลือแล้ว

ไม่เพียงแต่เการีที่สวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้ากับคำขอนี้  หญิงหม้ายทุกคนที่อาศรมก็เช่นกัน  เราถามว่าหากขอพรได้หนึ่งข้อ พวกเธอจะขออะไร

คำตอบของทุกคนเหมือนกัน

พวกเธอมาอยู่ที่นี่เพียงเพื่อรอความตาย   จะต่างอะไรหากว่ามันจะมาถึงในวันนี้พรุ่งนี้

บางทีอาจดีกว่า  เพราะความทุกข์ทนทั้งหลายที่พวกเธอแบกรับอยู่จะได้สิ้นสุดลงเสียที

////////

พิธีสตีหรือการกระโดดเข้ากองไฟให้ตายไปพร้อมสามีนั้นเป็นเรื่องต้องห้ามและผิดกฎหมายมาเกือบ 200 ปีแล้ว

ทางเลือกที่เหลืออยู่ของหญิงหม้ายคือการมุ่งหน้าเข้าสู่อาศรมที่กระจัดกระจายอยู่ในหลายเมืองของอินเดีย

แม้ว่าสามีจะเสียชีวิตไปแล้ว  สังคมก็ไม่อนุญาตให้พวกเธอปลดเปลื้องพันธะที่มีต่อเขาได้  จนกว่าจะตายเช่นกัน

ทำให้ขณะที่ยังอยู่  พวกเธอก็อยู่ในสภาวะตายทั้งเป็น

———————————————————————————

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ