หลังแรกคือ บ้านของขุนพิทักษ์บริหาร หรือ บ้านเขียว ในตำนาน ที่นักล่าสิ่งลี้ลับชอบไปเยือน เรือนไทยสีเขียวทรงปั้นหยาอายุกว่า 100 ปี ได้รับอิทธิพลในการออกแบบมาจากตะวันตก ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบ้านโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 ของอดีตบ้านของนายแขวงเสนาใหญ่ ที่ชาวบ้านรู้จักในนาม บ้านเขียว หรือบ้านของขุนพิทักษ์บริหาร เป็นหนึ่งในบ้าน ที่กรมธนารักษ์เตรียมเปิดประมูลบ้านโบราณ ในที่ราชพัสดุ ให้เอกชนร่วมพัฒนาธุรกิจเชิงอนุรักษ์ ก่อนหน้านี้ เจ้าของเดิม มอบให้หลวง เป็นที่ราชพัสดุตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 และแยกย้ายไปอยู่อาศัยที่อื่น ทำให้บ้านถูกทิ้งร้าง
นายประมาณ สืบมงคล สมาชิกสภาเทศบาลเมืองผักไห่ อาศัยอยู่บ้านตรงข้ามบ้านเขียว และยังเป็นผู้ดูแลบ้านเขียวมานานเกือบ 20 ปี เล่าว่า เมื่อก่อนบ้านหลังนี้มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นรถปกคลุมทั่วบริเวณทำให้หลายคนเชื่อว่าเป็นบ้านผีสิง จึงมีผู้เข้ามาท้าพิสูจน์อยู่บ่อยครั้ง จนเกิดข่าวลือว่าบ้านหลังนี้มีสิ่งลี้ลับ ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ แต่ส่วนตัวตั้งแต่เกิดยังไม่เคยเจอเรื่องลี้ลับใดๆ จากบ้านหลังนี้ แม้สภาพภายนอกจะดูทรุดโทรมแต่ภายในแข็งดี ซึ่งหากกรมธนารักษ์จะให้เอกชนเข้ามาพัฒนาพื้นที่ เชิงธุรกิจ ตัวเองและชาวบ้านกังวลว่าจะทำให้บ้านเสียเอกลักษณ์และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ได้ แต่หากจะทำจริงก็ควรให้ชุมชนมีส่วนร่วมด้วย
แห่งที่ 2 คือ วังค้างคาว ในพื้นที่เขตคลองสานสาเหตุที่เรียกว่า วังค้างคาว เพราะเคยเป็นที่รกร้าง ไม่มีคนอยู่ จนกลายเป็นที่ๆค้างคาวมาอาศัย จนถึงปัจจุบัน
วังค้างคาว ตั้งอยู่เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมผู้เป็นเจ้าของ พระประเสริฐวานิช (เจ้าสัวเขียว เหล่าประเสริฐ) หนึ่งในอาคารเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ในถนนเชียงใหม่ ปีพ.ศ. 2450-2460 มีการให้เช่าอาคารและพื้นที่ทำเป็นที่สำนักงานและท่าเรือ โดยใช้พื้นที่ใต้ตึกเป็นที่เก็บสินค้า เมื่อเลิกเช่าแล้วอาคารจึงถูกปิดร้างไม่ใช้ประโยชน์มาหลายสิบปี
นายปราโมทย์ อ้นวิเศษ อดีตหัวหน้างานพนักงานขับรถยนต์ กรมธนารักษ์ หรือคนดูแลวังค้างคาวมา 36 ปี เล่าว่าบริเวณนี้ มีพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ อยู่ในเขตชุมชนที่เดินทางเข้ามาลำบาก จึงถูกกรมธนารักษ์ปล่อยให้บริษัทเอกชนเช่า ไว้เก็บสินค้าการเกษตร กระทั่งปี 2526 ที่มีการสร้างสะพานพระปกเกล้า บริษัทเอกชนไม่เช่าต่อ ตัวเองจึงอาสามาดูแลให้
ส่วนประเด็นที่จะปล่อยให้เอกชนเช่า มองว่าเป็นไปได้ยาก เพราะพื้นที่อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา มักจะเกิดน้ำท่วมขัง ประกอบกับการเดินทางเข้ามา ต้องผ่านตรอกซอยซึ่งมีความยากลำบาก
แห่งที่ 3 วังบ้านดอกไม้ ตั้งอยู่ ถนนหลวงฟากเหนือต่อกับถนนบริพัตร แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เดิมเป็นวังที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน (พระราชโอรสองค์ที่ 35 ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) บิดาแห่งการรถไฟไทย
ปัจจุบันสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงอุตสาหกรรมใช้พื้นที่ร่วมกับ โรงงานอุตสาหกรรมกระดาษบางปะอิน ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน
นางเจริญจิต กิจสิวเวช หนึ่งในพนักงาน สำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ระบุว่าตนเองทำงานที่นี่มา 20 กว่าปี มองว่าสถานที่นี้มีความสวยงาม แต่ไม่มีหน่วยงานรัฐมาบูรณะ ทำให้เสื่อมโทรมไปมาก รัฐบาลควรการนุรักษ์หรือทำเป็นพิพิธภัฑณ์ให้ผู้สนใจมาศึกษาไม่ควรตกเป็นของเอกชน
อีกหนึ่งแห่งคือ“ศุลกสถาน” เป็นอาคาร 2 ชั้นสีเหลือง สไตล์โคโลเนียน ศิลปะฝรั่งเศส ทรงปั้นหยา 2 ชั้น สีเหลือง ในสมัยรัชกาลที่ 5 บนเนื้อที่ 2 งาน 87 ตารางวา ตั้งอยู่ติดกับตลาดท่าเสด็จ หรือ ตลาดอินโดจีน จ.หนองคาย
เป็นอาคารเก่าแก่สร้างขึ้นในปี 2493 ชั้นบนเป็นที่ทำการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 ส่วนชั้นล่างเป็นที่ทำการด่านศุลกากรหนองคาย ปัจจุบันคืนอาคารหลังนี้ให้กับกรมธนารักษ์ เมื่อปี 2561 ปัจจุบันยังไม่มีการใช้ประโยชน์จากอาคารหลังนี้
นางจิรนันท์ สกุลตั้งไพศาล เจ้าของร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองและสินค้าโอทอป มองว่าอาคารเก่าแต่ละแห่งมีความหมายอยู่ในตัวของอาคาร จึงอยากจะให้มีการอนุรักษ์ไว้ แต่หากรัฐต้องการหารายได้โดยการให้เอกชนเช่าหรือเข้าประมูลอาคารเก่า ก็ควรจะมีข้อตกลงกับผู้ที่เข้ามาประมูลสัมปทานหรือเช่าอาคารเก่าดังกล่าว โดยเฉพาะขั้นตอนปรับปรุงอาคาร
ด้านกรมธนารักษ์ ยืนยันว่าเงื่อนไขสำคัญของในการให้เอกชนเข้ามาพัฒนาพื้นที่ คือต้องพัฒนาในเชิงอนุรักษ์และรักษารูปแบบดั้งเดิมของสถานที่นั้นๆ เอาไว้ ไม่ให้สูญเสียคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์ โดยกรมจะถามหน่วยงานที่ดูแลเดิม ว่ามีความพร้อมที่จะดูแลต่อหรือไม่ หากไม่พร้อมจะให้เอกชนเข้ามาเป็นผู้เช่าดูแลแทน โดยมีกรอบเวลาในการเช่าที่ประมาณ 10-30 ปี ขึ้นอยู่กับรูปแบบของธุรกิจและความมากน้อยในการปรับปรุงพื้นที่ ซึ่งกรมธนารักษ์ มีแผนเปิดประมูลบ้านโบราณต่างๆ กว่า 200 แห่ง ทั่วประเทศ ในต้นปีหน้า