การเสวนา "สิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงความยุติรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่า และกลุ่มเปราะบางกับการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม" ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ต.อ.ไตรวิช น้ำทองไทย อดีตรองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 อธิบายเนื้อหาในสำนวนการสืบสวนการหายตัวไปของบิลลี่ เมื่อ 17 เมษายน 2557
พ.ต.อ.ไตรวิช ระบุว่า ผลการสืบสวนในสำนวน สรุปไม่พบการปล่อยตัวบิลลี่ เพราะในการสอบปากคำเจ้าหน้าที่อุทยาน อ้างว่าปล่อยตัวบิลลี่ก่อนถึงแยกหนองมะค่า 400 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่มีแต่ป่า ไม่มีบ้านเรือนประชาชน แต่พยานบุคคลที่เคยอ้างว่าเห็นการปล่อยตัวบิลลี่ กลับให้การในภายหลังว่าไม่พบตัวบิลลี่ เมื่อพบหลักฐานภาพวงจรปิด ที่ระบุชัดว่า รถของพยานขับตามรถอุทยานมาในเวลาห่างกันเพียง 3 นาที แต่พยานกลับให้การว่าพบบิลลี่ห่างจากจุดที่อ้างว่าได้รับการปล่อยตัวถึง 3 กิโลเมตร ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เพราะเมื่อจำลองเหตุการณ์จะพบว่า หากพยานเห็นบิลลี่ถูกปล่อยตัวจริง ต้องเห็นบิลลี่ที่จุดปล่อยตัว เพราะต้องนำรถจักรยานยนต์ของบิลลี่ลงจากท้ายกระบะ ซึ่งใช้เวลามากกว่า 3 นาที ที่รถอีกคันจะขับตามมาอย่างแน่นอน
พ.ต.อ.ไตรวิช ยังตั้งข้อสังเกตอีกประเด็น คือ ช่วงที่กล้องวงจรปิดบันทึกภาพรถอุทยานฯคันที่ควบคุมตัวบิลลี่ออกจากด่านตรวจขเขามะเร็ว ในเวลา 16:17 น. จะเห็นภาพพื้นเจิงนองไปด้วยน้ำ ตรงกับคำให้การของเจ้าหน้าที่อุทยานในสำนวนสอบปากคำ ซึ่งยืนยันว่าเวลานั้นฝนตกหนัก จึงตั้งข้อสังเกตทำไมเจ้าหน้าที่อุทยานปล่อยตัวบิลลี่กลางแจ้ง ทั้งที่เจ้าหน้าที่ต้องลงจากรถเพื่อนำรถจักรยานยนต์ของบิลลี่ลงจากท้ายกระบะท่ามกลางสายฝน
ข้อมูลในสำนวนการสืบสวนของตำรวจภูธรภาค 7 ที่สรุปว่า ไม่พบการตัวบิลลี่ เป็นข้อมูลที่ พ.ต.อ.ไตรวิช เข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีเศษเรียบร้อยแล้ว และยังมีอีกหลายข้อพิรุธที่อยู่ในสำนวนไม่สามารถเปิดเผยได้
ขณะที่นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ตอนนี้นางพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาของบิลลี่ อยู่ในโครงการคุ้มครองพยานของดีเอสไอเรียบร้อยแล้ว แต่อยากให้ดีเอสไอ เร่งตรวจสอบสถานะของพยานอีกหลายคน โดยเฉพาะบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่อุทยานฯ