วิธีสู้กับ PM 2.5 ให้อยู่รอดปลอดภัยตั้งแต่ "รุ่นเราจนถึงลูกหลาน"

โดย PPTV Online

เผยแพร่

กลับมาอีกแล้วกับ “ฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน” (PM 2.5) หลายคนคงตระหนักดีโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพที่ยากจะหลีกเลี่ยง ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้คือการรับมือกับวิกฤติคุณภาพอากาศตั้งแต่การป้องกันไม่ให้ฝุ่นเข้าในตัวเราไปจนถึงเรื่องอาหารการกิน โดยคำแนะนำจาก นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือ หมอแอมป์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ และผู้อำนวยการ BDMS Wellness Clinic ที่จะทำให้เราได้รู้จัก PM 2.5 มากขึ้นและรับมือได้ในทุกๆ วัน

ฝุ่นพิษจิ๋ว จุดเกิดสารพัดโรคไม่ใช่แค่ “โรคปอด”

 “ฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอด และกระแสเลือดโดยตรง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคปอด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ และโรคสมอง เป็นต้น”

นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือ หมอแอมป์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ และผู้อำนวยการ BDMS Wellness Clinic อธิบายให้เห็นภาพความรุนแรงเมื่อฝุ่นละอองขนาดจิ๋วนี้เข้าสู่ร่ายกายในปริมาณที่มากไม่ใช่แค่ โรคปอด อย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะ  PM 2.5 หรือ Particulate matter อนุภาค 2.5 ไมโครกรัม หากเปรียบเทียบขนาดคือเล็กกว่าเส้นผมประมาณ 20 เท่า และไม่ใช่แค่ PM 2.5 ในอากาศที่มีผลพิษยังมีทั้ง คาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ โอโซน อยู่ด้วย

วงเสวนาแนะใส่หน้ากากอนามัยกันฝุ่นขนาดเล็ก ตลอดเวลา

PM2.5 พุ่ง ปกคลุมหลายเมืองของจีน รับวันชาติ

จิ๋วแต่ร้ายถ้าเข้าร่างกายเกิดผลมหาศาล

นพ.ตนุพล  อธิบายต่อว่า หาก PM 2.5 เข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากหรือสะสมไปเรื่อยๆ ด้วยอนุภาคขนาดเล็กจนสามารถ “ทะลุเข้าถุงลม เข้าไปในกระแสเลือด” ก็จะเกิดเป็นสารอนุมูลอิสระเข้าไปทำลายระบบในร่างกาย เช่น ภูมิต้านทานเริ่มตก เกิดภาวะภูมิแพ้ เป็นหวัดบ่อย ไปจนถึงขั้นเป็นโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือด อัมพาต อัมพฤกษ์ ได้

ดินแดงค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

แนะ 3 แนวทางป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุจนถึงการดูแลตัวเอง

เมื่อมาถึงขั้นนี้คงยากถ้าจะทำให้ฝุ่นละอองเหล่านี้หายไปได้ในวัน 2 วัน แต่สิ่งที่ทำได้คือทำเพื่อทำให้ลูกหลานของเราในอนาคต เริ่มตั้งแต่ต้นเหตุ คือ “เรื่องของสภาพแวดล้อม” การดูรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการเผาป่า เผาขยะ ไม่ใช้รถยนต์ที่ปล่อยควันดำ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกัน ร่วมมือกันทั้งเพื่อตัวเราเองในวันนี้ให้อยู่รอดได้และเพื่อสร้างความปลอดภัยให้ลูกหลานในอนาคต

ต่อมาคือ “ป้องกันไม่ให้มลภาวะเข้าไปในตัวของเรา” อย่างการใส่หน้ากาก N95 ไปจนถึงการใช้เครื่องฟอกอากาศ เครื่องกรองอากาศ

และวิธีที่ 3 คือ “การเลือกอาหารการกิน” นพ.ตนุพล อธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้นคือ เมื่อมลพิษเหล่านั้นกลายเป็นอนุมูลอิสระเข้าไปในตัวเรา ก็จะไปถูกรวมเอาไว้ที่ตับซึ่งเหมือนโรงงานกำจัดของเสียในร่างกายแต่ถ้าวันหนึ่ง “โรงงานมันล้นไปด้วยของเสียที่ไม่สามารถกำจัดได้ของเสียที่ล้นออก ก็จะไปก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ อย่างที่กล่าวมารมถึง มะเร็ง” ดังนั้นการเลือกอาหารการกินให้ไปช่วยบำรุงโรงงานนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญนั่นคืออาหารที่มี กลูตาไธโอน

 “บิ๊กตู่” ยัน สถานการณ์ PM2.5 เริ่มคลี่คลายลง

“ผู้ว่าฯกทม.” เตือน ปชช. ใส่หน้ากากอนามัย เมื่อออกนอกบ้าน

อาหารอะไรบ้างที่มี “กลูตาไธโอน”

กลูตาไธโอน คือ สารตัวหนึ่งของร่างกายที่ใช้ในการขับสารพิษ และแหล่งอาหารที่มีสารตัวนี้จำนวนมาก 4 อย่างคือ อาโวคาโด หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบ ผักโขม แม้ว่าเมื่อนำไปทำอาหารจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย นอกจากนั้นแล้วยังมีตัวช่วยบำรุงตับอีก 2 ชนิดคือ ขมิ้นชัน ที่มีสารเคอร์คูมิน และ มิลค์ ทิสเซิล ที่มีสาร ซิลิมารีน รวมถึง วิตามินซี เอ อี อีกด้วย

“ การใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันเป็นสิ่งที่ต้องสู้กันไป ไม่มีการรักษาแล้วจบ เพราะคำว่าจบคือโลกต้องสะอาด ในเมื่อเรารู้ว่าทำได้ยาก เราก็ต้องป้องกันตัวเอง ป้องกันคนที่เรารัก”

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ