การประท้วงในวันอาทิตย์ ( 6 ต.ค.)ที่ผ่านมาเริ่มขึ้นก่อนช่วงบ่ายเล็กน้อย โดยผู้ชุมนุมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ทั้งทางฝั่งฮ่องกงและเกาลูน ต่างสวมหน้ากากโดยไม่สนใจกฏหมายห้าม แต่ดูจากจำนวนผู้ชุมนุมแล้ว ถือว่าน้อยกว่าที่ผ่านๆมา โดยผู้ชุมนุมอ้างว่า เป็นเพราะรัฐบาลสั่งหยุดให้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน ผู้คนจึงไม่สามารถเดินทางเข้าร่วมการชุมนุมได้
ส่วนรูปแบบการประท้วงก็คล้ายๆ กับที่ผ่านมาคือ จะมีกลุ่มชุดดำออกเผาทำลายอาคารสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลตจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนสถานีรถไฟที่ถูกทำลายด้วยนั้น ทางกลุ่มผู้ชุมนุมอ้างว่า ให้ความช่วยเหลือต่อทางการในการปราบผู้ชุมนุม
ในช่วงตอนค่ำการชุมุนมเริ่มทวีความรุนแรง โดยผู้ชุมนุมมีการขว้างปาระเบิดเพลิงใส่เจ้าหน้าที่ ซึ่งจากการสังเกตการณ์ของสื่อมวลชนพบว่า ระเบิดเพลิงเมื่อวานนี้ มีขนาดใหญ่ขึ้น
และในช่วงที่มีการชุลมุนกันนั้น มีรถอแท็กซี่คันหนึ่ง ขับพุ่งเข้าชนกลุ่มผู้ประท้วง ทำให้มีคนบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ส่วนคนขับถูกรุมประชาทัณฑ์จนหมดสติ
ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา ตำรวจสามารถจับตัวผู้ชุมนุมที่สวมหน้ากากได้ 13 คน ซึ่งตามบทลงโทษนั้น ก็ฝ่าฝืนจะถูกปรับเป็นเงิน 25,000 เหรียญฮ่องกง หรือประมาณ 97,000 บาท และจำคุก 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
แต่มีรายงานว่า ในจำนวนผู้ชุมนุมทั้ง 13 คนที่ถูกจับนั้น มี 1 คนเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 10 ขวบ แต่ตำรวจไม่ได้ออกมาอธิบายว่าจริงหรือไม่