เมื่อวานนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ลงนามประกาศใช้กฎหมาย "พิทักษ์สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในฮ่องกง" อย่างเป็นทางการ ซึ่งกำหนดให้กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ต้องจัดทำรายงานประเมินระดับความเป็นอิสระในการปกครองตนเองของฮ่องกงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อพิจารณาว่าสมควรจะได้รับสถานะสิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจต่อไปหรือไม่
ทรัมป์ ระบุว่า เขาลงนามกฎหมายครั้งนี้ด้วยความเคารพต่อประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน และชาวฮ่องกงทุกคน ด้วยความหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกฝ่ายจะสามารถยุติความขัดแย้ง เพื่อสันติภาพในระยะยาวได้
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังลงนามในร่างกฎหมายฉบับที่ 2 ซึ่งห้ามบริษัทในสหรัฐฯ ส่งออกอุปกรณ์ในการควบคุมฝูงชน ซึ่งรวมถึงแก๊สน้ำตา กระสุนยาง และที่ช็อตไฟฟ้า ให้แก่สำนักงานตำรวจฮ่องกง
ที่ผ่านมา ทรัมป์ไม่เคยออกตัวว่าจะลงนามหรือจะใช้สิทธิ์วีโต้กฎหมายดังกล่าว พูดแต่เพียงว่า เขาพร้อมยืนข้างชาวฮ่องกง แต่ก็ไม่วายชมประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ว่าเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม
ล่าสุด กระทรวงต่างประเทศจีน ออกแถลงการณ์ว่า จะดำเนินมาตรการตอบโต้อย่างเต็มที่ หากสหรัฐฯ ยังจงใจแทรกแซงกิจการภายในของจีนต่อไป ซึ่งแม้จะไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าจะใช้มาตรการใด แต่การลงนามครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ี่จีนและสหรัฐฯ กำลังเจรจาการค้ากัน ซึ่งทรัมป์มุ่งมั่นจะบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกกับจีนให้ได้ภายในสิ้นปีนี้
ด้านรัฐบาลฮ่องกงออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจและขอคัดค้านกฎหมายดังกล่าว โดยมองว่าเป็นการส่งสัญญาณผิดๆไปยังผู้ประท้วง และจะไม่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี
ฝั่งตำรวจฮ่องกง เช้านี้ มีการส่งทีมงานเข้าไปตรวจหาวัตถุอันตราย ที่อาจกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆของมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคฮ่องกง หลังจากเมื่อวานนี้ ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยได้สั่งตรวจค้นจุดต่างๆในพื้นที่ เป็นครั้งที่ 2 และยืนยันว่าไม่พบผู้ประท้วงหลงเหลืออีกแล้ว