ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงปัญหาแพทย์ใช้ทุนที่มีการลาออก ว่า เรื่องนี้ตนได้พูดคุยกับหมอที่ทำงานในระบบราชการมาพอสมควร โดยเฉพาะในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่เมื่อจบการศึกษาจะต้องไปใช้ทุนในโรงพยาบาลชุมชน(รพช.) สังกัดกระทรวงฯ ซึ่งพบว่า มีการลาออกไม่ยอมใช้ทุนกันตั้งแต่ก่อนจบปีแรกเสียด้วยซ้ำ ซึ่งปัญหานี้มีมาเกิน 10 ปีแล้ว แต่การแก้ปัญหายังไม่มีความชัดเจน อย่างการเพิ่มค่าตอบแทนก็น้อยนิด ทำให้มีการลาออกกันมากขึ้น สุดท้ายผู้รับผลกระทบคือ หมอที่ยังอยู่ในระบบ เนื่องจากภาระงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นวงจน ที่ไม่สามารถตัดวงจรนี้ได้เสียที
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า เพราะอะไรถึงไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ หลักๆ คือ 1. สาเหตุหลักคือเวลางานที่หนักเกินไป สังคมเปลี่ยนไป หมอก็อยากมีชีวิตดี ๆ บ้าง ต้องยอมรับว่ามาเป็นหมออยากช่วยคน แต่จะให้เสียสละทั้งชีวิต น้อยคนจะยอม แนวทางแก้ไข ต้องออกเป็นกฎทั่วประเทศเหมือนกัน ว่าห้ามทำงานเกิน กี่ชั่วโมงต่ออาทิตย์ รวมการไปทำเอกชนด้วย ไม่ใช่พอให้ทำน้อยลง ก็ไปรับเอกชน สุดท้ายก็ทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพอยู่ดี ห้ามทำติดต่อกันเกิน 24 ชั่วโมง บังคับให้ได้หยุดในวันหยุด (unsociable hour) อย่างน้อย ครึ่งหนึ่งต่อเดือน
“ ปัญหาที่จะเจอ คือ หมอไม่พอ เพราะเวลางานลดลง ดังนั้น ต้องจัดการหาเงินมาว่าจ้างหมอชั่วคราวมาช่วยในชั่วโมงที่หาคนทำงานไม่ได้ เก็บข้อมูลว่าจำเป็นต้องมีหมอเพิ่มอีกเท่าไหร่จึงจะสามารถดำเนินการต่อได้โดยไม่ต้องจ้างชั่วคราวในอนาคต และวางแผนรับเพิ่มในระยะยาว 2. แบกรับความรับผิดชอบสูงเกินไป เพราะคิดว่าเดี๋ยวต้องไปอยู่ชุมชนต้องทำเป็นทุกอย่าง หมอหนึ่งคนไม่สามารถเก่งทุกอย่างได้ โดยเฉพาะใน 5 ปี หลังมีการตั้งเกณฑ์คุณภาพในการรักษาดูแลคนไข้ที่สูงมาก เนื่องจากข้อมูลทางการแพทย์ที่เยอะขึ้น อย่างก้าวกระโดดจึงทำให้ต้องอ่านทบทวนอยู่ตลอดเวลา และความรู้ของคนไข้กับญาติสูงขึ้น จึงจำต้องอธิบายและตอบคำถามเป็นเวลานาน จึงเป็นระบบที่ไม่เอื้ออำนวยต่อสุขภาพจิต ของหมอที่จบใหม่ซึ่งต้องทั้งทำงานเกินมนุษย์ และต้องตามวิชาการระดับโลก” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว
อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ฯ กล่าวอีกว่า 3. Decentralization ยกระดับโรงพยาบาลชุมชน ให้มีระบบชัดเจน มีคนบริหาร มีหมอเพิ่ม เช่น หมอเวชศาสตร์ครอบครัวที่มีความสนใจพิเศษเฉพาะด้าน ๆ คือ ส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่ สนับสนุน การป้องกันโรค ทั้งก่อนเกิดโรค และเมื่อเกิดโรคไปแล้ว ไม่ให้ โรคพัฒนามากขึ้นไปอีก ทั้งหมดนี้ ต้องเข้มแข็งขึ้น 4. เพิ่มปีการใช้ทุน และเพิ่มปีการเรียนเฉพาะทาง และต้องทำระบบการทำงานให้น่าอยู่ต่อ เช่น ใช้ทุนที่บ้านเกิดตนเองเพื่อที่อยากจะพัฒนาสุขภาพชุมชนที่ตนเองเกิดมา ไม่ใช่บ้านอยู่จันทบุรี แต่โดนส่งไป แหลมฉบัง เพราะจับฉลาก นอกจากนั้นเพิ่มเงินเดือนตามจำนวนปีที่อยู่ให้สูง เพื่อที่จะอยู่ได้โดยสามารถเลี้ยงครอบครัวได้ ลดจำนวนที่ใช้ทุนแล้วเรียนเฉพาะทางจบก็ลาออกไปทำเอกชน
พบหมอแห่เรียนเฉพาะทางหนีถูกมองเป็นชนชั้น 2
“ 5. ความเสี่ยงสูงโดนฟ้องร้องสูง เสียความรู้สึก เลือกเรียนสาขาที่ไม่เสี่ยง เช่น ผิวหนัง จักษุ หรือ เสริมความงาม ซึ่งสามารถเลือกเวลางาน ไม่มีฉุกเฉินและค่าตอบแทนสูง นอกจากนี้ ต้องมีความชัดเจนในการปกป้องหมอ กำจัดกลุ่มเอาเปรียบระบบ มีความชัดเจนในการดูแลช่วงบั้นปลายชีวิตคนไข้ เรื่องการสอดท่อช่วยหายใจ การให้ยากระตุ้น การปั้มหัวใจนั้นคือการรักษา ดังนั้น แพทย์ต้องเป็นคนตัดสินใจ ไม่ใช่ ญาติ แต่ต้องมีการคุยอธิบายกับคนไข้และญาติให้เข้าใจว่าทำไม ไม่ใช่ยื้อชีวิตไม่มีที่สิ้นสุด และต้องเพิ่มค่าตอบแทนสูงสุดในสาขาขาดแคลน เช่น ศัลยกรรมสมอง สรุปคือ หากระบบสาธารณสุขไม่ดี ก็ส่งผลต่อเศรษฐกิจ เพราะถ้าคนป่วยก็ทำงานไม่ได้ ป่วยหนักก็ไร้ที่พึ่ง ลูกหลานที่ทำงานอาจต้องลาออกมาดูแล” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว
ม.วลัยลักษณ์ ยันแพทย์ลาออกไม่กระทบนักศึกษาแพทย์