จากการลงพื้นที่ตามตลาดสด ของทีมข่าวพีพีทีวี พบว่ามีประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สิย แต่ไม่คึกคักเท่าที่ควร โดยนางพรทิพย์ พิมพ์ทอง วัย 32 ปี แม่ค้าขายเสื้อผ้า บอกว่า ต้องเดินขายเสื้อผ้าให้มากขึ้นในแต่ละวัน จากก่อนหน้าที่เคยเร่ขายแค่ในตลาดคลองเตย ช่วงเช้าและบ่าย สภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้ยอดขายลดลง 20-30% ปัจจุบันจึงต้องเร่ขายในตลาดอื่นเพิ่ม ทั้งตลาดบางกะปิ ตลาดห้วยขวาง ตลาดสะพานใหม่ตลอดทั้งวันไปถึงช่วงเย็นเพื่อเพิ่มยอดขาย พร้อมมองว่ามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ไม่ช่วยทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น
ไม่ต่างจากแม่ค้าเสื้อผ้ารายนี้ ก็สะท้อนว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายอดขายลดลง จากวันละ 300-400 บาท เหลือ 200 กว่าบาท และไม่เห็นด้วยกับ นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาล 5-6 บาททั่วประเทศ จะทำให้สินค้ามีราคาแพงขึ้น
ส่วน “แม่ค้าขายไก่สด” ในตลาดห้วยขวางเจ้านี้ เปิดร้านมากว่า 30ปี ระบุว่า ช่วงนี้มีกำลังซื้อหลักเป็นลูกค้าประจำจากทางโรงแรม โรงเรียน หรือหน่วยงาน ขณะที่ลูกค้าขาจร ลดลง 40 % ซึ่งบางส่วนยังเป็นลูกค้าจากของร้านไก่สดร้านอื่นๆในตลาดนี้ ที่เพิ่งปิดกิจการไป 2 ร้าน ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายแรงงาน กล่าวถึงมติคณะกรรมการค่าจ้างที่ให้ปรับขึ้นค่าจ้าง 5-6 บาท ทั่วประเทศ ว่า ในปัจจุบันภาพรวมของโรงงานมีการปิดกิจการ ขณะที่หลายโรงงานก็ให้พนักงานพักงานชั่วคราวโดยจ่ายค่าจ้างให้ 75% ของเงินเดือน ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ส่อให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมมีปัญหา ดังนั้นการขึ้นค่าจ้างครั้งนี้เป็นช่วงจังหวะเวลาที่ไม่ถูกต้อง เพราะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย และจะทำให้อุตสาหกรรมที่กำลังเปราะบางอยู่ในขณะนี้ต้องปิดกิจการไป
“ประธานสภาลูกจ้าง” ค้านขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
3 ปี คสช.กับเสียงสะท้อนเศรษฐกิจจากพ่อค้า-แม่ค้า