จากกรณีพรรคเพื่อชาติได้ออกข่าวว่ารัฐบาลตัดสินใจให้ผ้าอนามัยเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย และเก็บภาษีในอัตราสูงเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นเรื่องจริงหรือไม่นั้น
ล่าสุดวันที่ 16 ธ.ค.2562 นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันผ้าอนามัย เป็นสินค้าควบคุมตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการเรื่องการกำหนดสินค้าและบริการควบคุม ซึ่งผ้าอนามัยเป็นสินค้าควบคุมในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งตามประกาศในราชกิจจานุเษกษา ยังระบุด้วยว่า สินค้าในกลุ่มผ้าอนามัย ผู้ผลิต ผู้ว่าจ้าง ผู้นำเข้ามาจำหน่ายในราชอาณาจักร จะต้องมีการแจ้งชื่อสินค้า ต้นทุนการผลิต ต้นทุนการนำเข้าในราชอาณาจักร ต้นทุนการจำหน่าย ค่าใช้จ่าย ราคาจำหน่าย ราคาซื้อ และรายละเอียดต่างๆ โดยผู้ผลิตต้องให้แจ้งภายใน 30 วัน ตั้งแต่วันประกาศมีผลบังคับใช้
“ สำหรับสินค้าที่ได้รับการพิจารณาเป็นสินค้าควบคุม จะต้องเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการครองชีพของประชาชน รวมถึง มีราคาและปริมาณที่เคลื่อนไหวง่ายกว่าสินค้าประเภทอื่นๆในท้องตลาด” รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าว
นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรมสรรพสามิตไม่เคยมีการจัดเก็บภาษีผ้าอนามัย ไม่เคยมีอยู่ในพิกัดภาษี และตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิต ไม่เคยได้รับรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ไปตรวจจับโรงงานผ้าอนามัยเสียภาษีไม่ถูกต้อง โดยปัจจุบันผ้าอนามัยเสียแค่ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เท่านั้น ไม่ได้มีการเสียภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย หรือ มีเพดานการจัดเก็บภาษี 40% ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ทั้งนี้ สินค้าผ้าอนามัย ไม่ถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เนื่องจาก เป็นสินค้าที่มีความจำเป็น เป็นสินค้าที่สุภาพสตรีจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ในนิยามการเสียภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย คือ ถ้าไม่มีใช้ก็ไม่กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าส่งผลกระทบก็ให้ถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่ฟุ่มเฟือย
นายวิวัฒน์ เขาสกุล รองอธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลเก็บภาษีผ้าอนามัยสูง ทำให้ผ้าอนามัยมีราคาแพงนั้น กรมสรรพสามิตขอเรียนชี้แจงว่าไม่มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตผ้าอนามัยแต่อย่างใด ผ้าอนามัยไม่เป็นสินค้าที่อยู่ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต เพราะไม่ถูกจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ปัจจุบันถูกเรียกเก็บเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ vat เท่านั้น ตามหลักการ ภาษีสรรพสามิตจะเรียกเก็บเฉพาะสินค้าหรือบริการที่บริโภคแล้วส่งผลต่อสุขภาพและศีลธรรมอันดี และสินค้าฟุ่มเฟือยหรือเกินความจำเป็นต่อการดำรงชีพ หรือมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการที่รัฐใช้ในการจำกัดการบริโภคสินค้าหรือบริการบางประเภทเท่านั้น ซึ่งผ้าอนามัยถือเป็นสินค้าจำเป็นจึงไม่เข้าข่ายสินค้าฟุ่มเฟือย