ประเด็นที่ นายสมชัย หยิบขึ้นมาตั้งคำถามว่า กกต.เลือกปฎิบัติในการพิจารณาคดีเงินกู้พรรคอนาคตใหม่ โดยเปรียบเทียบ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ฉบับปัจจุบัน 2560 และฉบับปี 2550 ในหมวดที่รายได้ของพรรคการเมือง ที่แม้จะมีหัวข้อและลักษณะการเขียนต่างกัน แต่ที่เหมือนกันคือ ไม่มีรายการ "เงินกู้" ในหมวดรายได้ เมื่อเงินกู้ไม่ใช่รายได้ เงินกู้จึงมีสถานะเป็น "หนี้สิน" ที่พรรคการเมืองต้องชำระคืน และสามารถกู้จากใครก็ได้
นายสมชัย บอกอีกว่า ในอดีต มีพรรคการเมือง ที่กู้เงินมาใช้ในกิจการทางการเมือง เช่น พรรคพลังชล ระบุว่า มีเจ้าหนี้เงินยืมทดรองจ่าย ,พรรคมาตุภูมิ ระบุว่า มีเงินกู้ยืมกรรมการ ,พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า มีเจ้าหนี้เงินกู้ระยะสั้น ซึ่งรายการส่วนใหญ่ จะกู้ยืมเงินจากคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อนำไปใช้จ่ายในการบริหารกิจการของพรรค เช่น ค่าเช่าสำนักงาน
นายสมชัย ระบุว่า ในอดีตมีพรรคที่เคยกู้เงินแล้วไม่ผิด และ กกต.ก็ไม่เคยดำเนินการใดๆ แต่เลือกที่จะดำเนินการกับเฉพาะบางพรรคการเมือง เช่นนี้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่
นายสมชัย บอกอีกว่า อาจมีคนโต้แย้งว่าพรรคการเมืองในอดีตที่ไม่ผิดกฎหมายเพราะใช้กฎหมายเก่า พรุ่งนี้ ( 14 ม.ค.)เองจะเปิดข้อมูลเด็ดๆ ว่า ในปัจจุบันมีพรรคการเมืองไหนกู้เงินบ้าง