อดีตเอกอัครราชทูตฯ ยํ้าไทยอย่าสร้างปัจจัยดึงดูด 'โรฮิงญา' เข้าประเทศ (คลิป)

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สุรพงษ์ ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูตของประเทศไทย ชี้เหตุนโยบายปราบปรามของรัฐบาลเมียนมาร์ ทำ โรฮิงญา อพยพออกยะไข่ แนะยูเอ็นกดดันเปลี่ยนนโยบาย เผยไทยได้รับผลกระทบช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ย้ำจุดยืนอย่าสร้างปัจจัยดึงดูดให้เข้ามาในประเทศ

นายสุรพงษ์ ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูตของประเทศไทย กล่าวกับ "PPTVHD" ถึงปัญหาโรฮิงญาว่า ประเด็นแรกคือไทยต้องมีจุดยืนที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่ารากเหง้าของปัญหา ซึ่งมาจากนโยบายทางการทหารของเมียนมาร์ และอยู่ที่ระบบการเมืองการปกครองของเมียนมาร์ที่ไม่เอื้ออาทรต่อคนชนกลุ่มน้อย นอกจากนี้ต้องชี้ให้เห็นว่าปัญหาโรฮิงญาเป็นปัญหาระดับโลก ไม่ใช่แค่ในภูมิภาค เนื่องจากมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในยุโรป ทั้งอิตาลี และสเปน ที่ผลักดันคนอาหรับ แอฟริกา หนีสงครามกลางเมือง และเศรษฐกิจประเทศไม่ดี เพื่อหางานทำในทวีปยุโรป

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ตลอด 60 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีนโยบายแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลพม่าที่มีต่อชนกลุ่มน้อย และไม่เคยมีการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี คือ คิดปราบปรามอย่างเดียว และกรณีนี้เป็นผลให้ชาวโรฮิงญา ถูกปราบปรามครั้งยิ่งใหญ่มาโดยตลอด 2 ครั้ง คือ

1.พ.ศ.2521 ทำให้ชาวโรฮิงญา ที่อยู่ในรัฐยะไข่ เป็นดินแดนติดต่อกับบังคลาเทศถึง 2 แสนคน และ 2. พ.ศ. 2544 หนีไป 2.5 แสนคน ทำให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติมาสร้างค่ายพักพิงชั่วคราวให้ โดยหวังว่าวันหนึ่งหากสถานการณ์สงบ ก็สามารถกลับไปยังดินแดนของตนได้ แต่ในทางกลับกัน สถานการณ์กลับรุนแรงขึ้น

อดีตเอกอัครราชทูตฯ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยในอดีตไม่ได้รับผลกระทบจากโรฮิงญาโดยตรง แต่มาได้รับผลกระทบในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือ ชาวโรฮิงญาหนีออกจากค่ายลี้ภัยในบังคลาเทศได้ ด้วยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่บังคลาเทศ เป็นกระบวนการของการค้ามนุษย์ ทำให้เล็ดลอดออกมาจากค่ายได้ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ไม่สามารถทนอยู่ในค่ายได้ สภาพความเป็นอยู่แย่ และออกมาด้วยการจ่ายค่าเบี้ยรายทางมา เรือก็เป็นเรือแจว ไม่สามารถออกทะเลหลวงได้ ต้องมาตามฤดูกาล ไม่มีมรสุมได้ พอมาถึงไทยก็จัดกระบวนการของเรา และมีคนของเราที่ไม่สุจริตร่วมมือเอาขึ้นฝั่งเข้าไปแจกจ่ายตามโรงงานต่างๆทั่วราชอาณาจักร

ทั้งนี้นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า สหประชาชาติต้องเรียกประชุม และต้องมีประเทศจำเลย คือ เมียนมาร์ จะเอาแค่ประเทศที่เป็นโจทก์มา ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร การเรียกเมียนมาร์มา ไม่ใช่ให้ดูแล ต้องกดดันให้เมียนมาร์เปลี่ยนนโยบาย ไม่ใช่ใช้นโยบายปราบปรามชนกลุ่มน้อย ที่เป็นนโยบายที่ตนเรียกว่าเป็นการปราบปรามชาติพันธุ์อย่างเป็นระบบ เพราะชนกลุ่มน้อยมีปัญหามาตั้งแต่เมียนมาร์ได้รับเอกราชจากอังกฤษ คือปราบปรามให้คนพวกนี้ทิ้งพื้นที่ ภูมิลำเนาที่อาศัยออกไป รัฐบาลเมียนมาร์ก็จะให้คนยะไข่นับถือศาสนาพุทธ เข้าไปครอบครองแทน

สำหรับประเทศไทย และในบรรดาประเทศทั้งหลายในภูมิภาคอาเซียน ไทยเป็นประเทศเดียวที่มีประสบการณ์มากที่สุดในเรื่องของคนพลัดถิ่นและผู้อพยพ ไทยเจอสงครามเวียดนาม-กัมพูชามาแล้ว เคยรับภาระหนักหน่วง 4-5แสนคนมาแล้ว เพราะฉะนั้นเที่ยวนี้ เราควรมีจุดยืนคือ อย่าสร้างอะไรที่เป็นปัจจัยดึงดูด ให้คนพวกนี้ขึ้นมาอีก เพราะว่าขณะนี้ไทยไม่ได้มีแค่โรฮิงญา แต่เรามีเมียนมาร์ที่เข้ามาทำงานแบบผิดกฎหมายเป็นล้าน ลาว กัมพูชา เกาหลีเหนือก็ยังมีในประเทศไทย

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

คริตมาแล้ว

คริตมาแล้ว

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ