หลังจากโรงพยาบาลราชวิถีแถลงข่าวการใช้สูตรยาช่วยให้คนไข้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่มีอาการรุนแรงให้ดีขึ้นได้ภายใน 48 ชั่วโมง โดยใช้สูตรยาต้านไวรัสเอชไอวี คือ ยาโลพินาเวียร์ และยาริโทนาเวียร์ ซึ่งยาทั้งสองตัวนี้รวมอยู่ในเม็ดเดียวกัน และกลุ่มยารักษาไข้หวัดใหญ่ คือ ยาโอเซลทามิเวียร์นั้น
รายการ เป็นเรื่องเป็นข่าว วันนี้(3 ก.พ.63) เปิดตัวยารักษาโคโรนาไวรัส ข้อสรุปแล้ว เป็นความหวังได้จริงหรือไม่ และมีผลข้างเคียงมากน้อยแค่ไหน....
ผศ.นพ.พจน์ อินทลาภาพร อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ รพ.ราชวิถี กล่าวถึงรายละเอียดของการใช้ยาสูตรดังกล่าว ว่า เชื้อไวรัสแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน การจะหายามารักษาก็ต้องศึกษากลไกของเชื้อไวรัสก่อนว่า ก่อโรคอย่างไร ซึ่งยาแต่ละชนิดก็จะเหมากับไวรัสแต่ละตระกูลไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า กรณียาสูตรนี้ไม่ใช่ยาตัวใหม่ แต่เคยมีการรายงานในวารสารทางการแพทย์ในอดีตเคยรายงานว่า มีการใช้ยาลักษณะนี้จากการรักษาโรคเมอร์ส และโรคซาร์ส ซึ่งบางรายงานก็ได้ผล บางรายงานก็ไม่ได้ผล โดยเราก็ไปดูในรายงานที่ได้ผล แต่การลองใช้แบบนี้ยังไม่ใช่วิธีมาตรฐาน เพราะถ้าเป็นวิธีมาตรฐานต้องมรการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบ มีการวัดผลในรายละเอียดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การระบาดไวรัสชนิดนี้ยังกระจาย จึงยังไม่สามารถจะนำมาทดลองแบบกลุ่มก้อนได้ โดยได้ขณะนี้เป็นการศึกษารีวิวแบบกระจายอยู่ ก็ต้องไปรวบรวมข้อมูลมา เช่นเดียวกันกับประเทศจีนที่ระบาดก็ศึกษาเรื่องนี้ อย่างล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ม.ค.2563 ที่ผ่านมา ก็มีวารสารต่างชาติตีพิมพ์ผู้ป่วยกว่า 99 คน ในการใช้ยาสูตรต้านเอชไอวี ยาไข้หวัดใหญ่ เพียงแต่รายงานไม่ได้บอกชัดว่า กลุ่มคนไข้ใช้ยาตัวไหนบ้าง หรือใช้กลุ่มไหนอย่างไร โดยเราดูจากรายไหนที่ปอดอักเสบรุนแรง อาการไม่ดีขึ้น เราจึงต้องลองใช้ทางเลือกด้วยยาสูตรที่ได้ประกาศไป
ผศ.นพ.พจน์ กล่าวอีกว่า จากการทดลองยาสูตรดังกล่าวทำการทดลองในผู้ป่วย 3 ราย ที่มีอาการปอดอักเสบรุนแรง โดยรายที่รุนแรงสุด เมื่อให้ยาไปแล้ว ไข้ลดลง อาการหอบเหนื่อยดีขึ้น สารเกี่ยวกับการอักเสบในเลือดลดลง และการติดตามดูจากการให้ยามาอย่างต่อเนื่องพบว่า ปริมาณเชื้อไวรัสโคโรนาก็ปรับจากเดิมผลเป็นบวก ก็กลายเป็นลบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อาการคนไข้จะดีขึ้นก็อยู่กับปัจจัยร่างกายของผู้ป่วยด้วย ทั้งอายุ โรคประจำตัว การให้ยานั้นจะพิจารณาอาการว่า ปอดอักเสบรุนแรงมากขึ้น ส่วนปริมาณยาที่ให้เพิ่ม 2 เท่าก็จะเป็นยาโอเซลทามิเวียร์ แต่ไม่ใช่ว่าเพิ่มทุกคน ต้องดูน้ำหนัก ดูอาการ ต้องพิจารณาเป็นรายๆไป เพราะการให้ยา 2 ตัว ทั้งยาเอชไอวี และยาไข้หวัดใหญ่ก็ต้องให้อย่างระวัง และต้องพร้อมหยุดยาเมื่อมีปัญหา
“ที่สำคัญขอเตือนประชาชนอย่าไปซื้อยามารับประทานเอง ยิ่งยาต้านไวรัสเอดส์ ตัวนี้ไม่ใช่ยาสูตรแรกที่เราใช้รักษาผู้ป่วยเอชไอวี ซึ่งยาตัวนี้อันตราย บางตัวใช้ร่วมกันอันตรายมาก อย่างยาความดันโลหิตสูง ยาโรคหัวใจ ยารักษาสิว หรือแม้แต่ยาฮอร์โมน ยาคุมกำเนิด หากให้ยาร่วมกับยาต้านไวรัสจะมีผลข้างเคียง อย่างยาแก้สิวหากทานร่วมกันอาจทำให้ตับอักเสบได้ ดังนั้น ห้ามเด็ดขาดในการไปหารับประทานเอง การใช้ต้องอยู่ในการพิจารณาและใช้โดยแพทย์เท่านั้น และใช้กรณีคนไข้ที่ไม่มีทางเลือกแล้ว” ” ผศ.นพ.พจน์ กล่าว
“อนุทิน” เตรียมสถานที่พักรองรับคนไทย 161 คน แต่ไม่บอกพิกัดเพื่อความสบายใจ
ทั้งนี้ รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ผ่านการโฟนอิน ว่า ในเรื่องการหาสถานที่ให้คนไทยที่เดินทางกลับมาจากจีน เพราะไม่อยากให้คนใกล้ชิดตกใจ แต่อยากให้คิดอีกมุมว่า คนไทยที่อยู่ในจีน เขาคิดถึงบ้านมาก อย่างมีคนหนึ่งตั้งครรภ์ 3-4 เดือน พยายามหารถที่ห่างจากเมืองอู่ฮั่น 4 ชั่วโมง ซึ่งเพิ่งหาได้ และกังวลเรื่องเอกสาร ดังนั้น เราต้องเห็นใจคนไทยที่ห่างบ้านห่างเมือง ดังนั้น เมื่อเขาเข้ามาไทยแล้ว จะไปอยู่ไหนไม่ต้องกังวล เขาแข็งแรงดี มีทีมแพทย์เข้าไปดูแลอย่างดี มีการเช็กทุกวันจนกว่าจะชัวร์ เป็นไปตามมาตรฐานสูงที่สุดในการคัดกรองโรค
ติดตามเนื้อหาเพิ่มเติมได้ผ่านรายการเป็นเรื่องเป็นข่าว..