กวาดล้างขบวนการพ่อทิพย์เฟส 3 พบลูกทิพย์สวมสิทธิ์คนไทยเรียนวิศวะ-หมอ!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

กวาดล้างขบวนการพ่อทิพย์เฟส 3 จับลูกทิพย์เพิกถอนสัญชาติเพิ่ม 24 คน โยง 8 รพ. อึ้งสวมสิทธิ์คนไทยเรียนวิศวะ-หมอ!

วันที่ 27 ต.ค. 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับกรมการปกครอง แถลงผลปฏิบัติการ “ตัดบทพ่อไทยทิพย์” ยุทธการทลายเครือข่ายพ่อทิพย์ เฟส 3 เพื่อกวาดล้างขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.),นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง, และผู้ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ร่วมกันแถลงข่าว ณ กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 8

ขบวนการพ่อทิพย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
กวาดล้างขบวนการพ่อทิพย์เฟส 3

โดยการเปิดปฏิบัติการ “ตัดบทพ่อไทยทิพย์” ครั้งนี้ มีที่มาจากการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะทำงานเฉพาะกิจ ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (DOPA N.I.C.E.) ได้ทำการสืบสวนทราบว่ามีการกระทำทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน กรณีแจ้งเกิดโดยบิดาคนไทยกับมารดาคนต่างด้าว เพื่อให้บุตรที่เกิดมาได้สัญชาติไทย โดยอาศัยการรับรองการแจ้งเกิดเท็จผ่านเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน และปรากฎว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการทางทะเบียน ในเบื้องต้นตรวจพบว่ามีกุมารทิพย์ต้องสงสัย 1,483 คน เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลจำนวน 8 แห่ง

โดย เฟส 1 ที่โรงพยาบาลเอกชน 1 แห่ง ตรวจพบกุมารทิพย์จำนวน 3 ราย มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ 1 ราย พ่อชาวจีน 2 ราย พ่อไทยทิพย์ 3 ราย โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ 6 ราย

เฟส 2 โรงพยาบาลเอกชน 2 แห่ง ตรวจพบกุมารทิพย์จำนวน 22 ราย มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ 1 ราย เจ้าหน้าทีโรงพยาบาล 1 ราย แม่ชาวจีน 18 ราย พ่อไทยทิพย์ 20 ราย พ่อชาวจีน 8 ราย โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ 36 ราย

และในครั้งนี้เป็นเฟสที่ 3 มีหลักฐานยืนยันเด็กที่ต้องทำการเพิกถอนสัญชาติ จำนวน 24 ราย เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาล 8 แห่ง ฝ่ายสืบสวนจึงได้ดำเนินการเก็บ DNA เด็กทั้ง 24 ราย เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับทั้งกลุ่มบิดาไทยทิพย์ มารดาของเด็ก และบิดาที่คาดว่าเป็นบิดาที่แท้จริง ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่ากลุ่มบิดาไทยทิพย์ไม่มี ความสัมพันธ์พ่อ-ลูก กับกลุ่มเด็กทั้งหมด ต่อมาพนักงานสอบสวนจึงได้ยื่นขอหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 46 หมาย โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับจำนวน 31 หมาย ผู้ต้องหา 24 คน แบ่งเป็น พ่อไทยทิพย์ จำนวน 10 คน 12 หมายจับ, พ่อชาวจีน จำนวน 2 คน 3 หมายจับ, แม่ชาวจีน จำนวน 7 คน, เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 คน, เจ้าหน้าที่รัฐ 1 คน และกุมารทิพย์ 3 คน

โดยผลการปฏิบัติการในภาพรวม 3 ครั้ง พบลูกทิพย์ต้องสงสัยจำนวนถึง 1,483 คน ในจำนวนนี้มีการดำเนินคดีแล้ว 47 คน และออกหมายจับแม่ชาวจีน จำนวน 34 คน 35 หมายจับ, พ่อชาวจีน จำนวน 16 คน 19 หมายจับ, พ่อไทยทิพย์ จำนวน 43 คน 34 หมายจับ, เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล จำนวน 1 คน 4 หมายจับ, เจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 1 คน 4 หมายจับ และมีโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องจำนวน 8 แห่ง ในจำนวนนี้สามารถจับกุมดำเนินคดีแล้วทั้งสิ้น 67 คน 74 หมายจับ

ขบวนการพ่อทิพย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
กวาดล้างขบวนการพ่อทิพย์เฟส 3

โดยพลตำรวจเอก สำราญ เปิดเผยว่า ปฏิบัติการปราบปรามขบวนการพ่อทิพย์ แม่ทิพย์ หรือนอมินี ครั้งนี้เป็นเฟสที่ 3 โดยวันนี้ (27 ต.ค.) จับกุมผู้ต้องหาได้ 24 คน จากหมายจับ 46 หมาย รวมการดำเนินคดีทั้ง 3 เฟส จับกุมผู้ต้องหาแล้ว 67 คน จากเป้าหมายทั้งหมด 1,483 คน โดยตำรวจยืนยันจะเดินหน้าติดตามดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง โดยสาเหตุของขบวนการกุมารทิพย์ เกิดจากชาวจีนบางส่วนต้องการให้บุตรได้สัญชาติไทย จึงว่าจ้างคนไทยให้จดทะเบียนสมรสหรือใช้ชื่อเป็นบิดาในสูติบัตร โดยจ่ายค่าตอบแทน แลกกับการให้เด็กมีสถานะเป็นคนไทย

พลตำรวจเอก สำราญ ยกตัวอย่างคดีที่ตรวจสอบพบว่า มีการจ้างชายไทยรับจดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวจีน แลกกับเงิน 5,000 บาท เพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงความสัมพันธ์ทางครอบครัว โดยบางกรณีลูกที่เกิดจากการจดทะเบียนดังกล่าวเติบโตจนเรียนแพทยศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์แล้ว ทั้งนี้ ผลตรวจ DNA ยืนยันว่าบุคคลที่ระบุเป็นพ่อในสูติบัตรไม่ใช่บิดาผู้ให้กำเนิด ขณะที่การดำเนินการเกี่ยวกับสถานะบุคคลและสัญชาติ จะต้องพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำว่า จะขยายผลตรวจสอบกลุ่มพ่อทิพย์ แม่ทิพย์ และนอมินีต่อไป

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ด้านนายวรศิษฎ์ ระบุว่า กรณีเด็กที่ถูกตรวจสอบพบว่าไม่ได้มีสัญชาติไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้บางคนจะเติบโตจนเรียนแพทย์หรือประกอบอาชีพวิศวกรแล้ว จำเป็นต้องเพิกถอนสถานะทางทะเบียนก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหมดสิทธิ์พำนักในประเทศไทย ยังสามารถอยู่ เรียน และทำงานได้ภายใต้สถานะที่ถูกต้อง และหากในอนาคตมีคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์ เช่น มีอาชีพและที่อยู่ถูกต้อง รวมถึงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีตามเงื่อนไข ก็สามารถยื่นขอสัญชาติไทยได้ตามระเบียบ

ส่วนความคืบหน้าการดำเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ ว่า ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องถูกจับกุมเพิ่มเติมอีก 2 ราย โดยความผิดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.บัตรประชาชน พ.ร.บ.สัญชาติ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนการตรวจสอบเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 11 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยตำรวจจะพิจารณาพฤติการณ์และเจตนาของแต่ละราย เพื่อให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย นอกจากนี้ ยังพบสำนักงานกฎหมายและบริษัทที่ปรึกษาในไทย 6 แห่งเกี่ยวข้องกับคดี ซึ่งตำรวจได้ดำเนินคดีแล้ว พร้อมประสานกระทรวงยุติธรรมพิจารณาดำเนินการด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามผลคดีต่อไป

ขณะที่ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. เปิดเผยว่า การตรวจสอบขบวนการพ่อทิพย์ แม่ทิพย์ ซึ่งมีเป้าหมายกว่า 1,400 คน ต้องใช้เวลา เนื่องจากการตรวจดีเอ็นเอแต่ละคดีมีค่าใช้จ่ายกว่า 10,000 บาท และต้องตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 คน ซึ่งช่องโหว่สำคัญอยู่ที่ขั้นตอนเชื่อมต่อระหว่างโรงพยาบาลกับสำนักงานเขต โดยโรงพยาบาลออกใบแจ้งเกิด ขณะที่ฝ่ายปกครองต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนรับแจ้งเกิด จึงเสนอให้พิจารณานำมาตรการตรวจดีเอ็นเอมาใช้ เพื่อป้องกันการแจ้งเกิดเท็จในอนาคต

ขบวนการพ่อทิพย์ สตริงเกอร์ กทม.
กวาดล้างขบวนการพ่อทิพย์เฟส 3

ทั้งนี้เคสที่น่าสนใจ กรณีนายทวีศักดิ์ฯ อายุ 27 ปี ซึ่งมีบิดามารดาตามสูติบัตรคือ นายวันชัยฯ สัญชาติไทย และ นางวุ้นหลีฯ สัญชาติจีน จากการตรวจสอบทาง DNA พบว่าพ่อที่แท้จริงของ นายทวีศักดิ์ฯ คือ Mr.Chenฯ ซึ่งนายทวีศักดิ์ฯ จบการศึกษาครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ปัจจุบันทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ มีรายได้ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้จับกุมนายทวีศักดิ์ฯ ได้ที่บ้านพักในพื้นที่แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยพบ Mr.Chen และ นางวุ้นหลีฯ อยู่ด้วยในลักษณะเป็นครอบครัว ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถดำเนินคดี ตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎรฯ กับ Mr.Chen และ นางวุ้นหลีฯ ได้ เนื่องจากขาดอายุความ และไม่สามารถดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชนได้ เนื่องจากพ่อแม่ไม่ได้เป็นผู้รับรอง

และยังมีกรณีนายสุทธิภัทรฯ และ นายสุทธินัยฯ อายุ 23 ปี เป็นพี่น้องฝาแฝด ซึ่งพ่อแม่ตามสูติบัตรคือ นายโกมนต์ฯ สัญชาติไทย และ นางหรรษมนฯ หรือ ซูเจียนฯ สัญชาติจีน จากการตรวจสอบทาง DNA พบว่า นายโกมนต์ฯ ไม่ได้เป็นพ่อที่แท้จริงของทั้งสองคน โดยปัจจุบัน นายโกมนต์ฯ ถูกจับกุมและจำคุกอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางกรุงเทพฯ ในข้อหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1” ซึ่งกำหนดพ้นโทษในวันที่ 27 ส.ค. 2580

สำหรับนายสุทธิภัทรฯ กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี คณะแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 5 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดยถูกจับกุมได้ในพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ส่วนนายสุทธินัยฯ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในฮ่องกง ปัจจุบันทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ รายได้ประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน โดยถูกจับกุมที่คอนโดแห่งหนึ่งในพื้นที่แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร โดยทั้งสองคนให้การปฎิเสธ และตั้งทนายความเข้าต่อสู้คดี

ส่วน นางหรรษมนฯ เดิมชื่อ ซูเจียน เคยจดทะเบียนสมรสกับ นายเซ้า หมิน เหว่ย สัญชาติจีน เมื่อปี 2544 จากนั้นได้มีการจดทะเบียนสมรสกับนายโกมนต์ฯ เมื่อปี 2545 ต่อมาได้มีการจดทะเบียนสมรสกับ นายนรัตนนทน์ฯ เมื่อปี 2555 ซึ่งนางหรรษมนฯ ถูกจับกุมในความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชนฯ เนื่องจากเป็นผู้รับรองในการทำบัตรประชาชนของบุตรทั้งสอง

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ