จุดเกิดเหตที่วัดป่าศรัทธารวม ต.หัวทะเล อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา หนึ่งในสถานที่เกิดเหตุจ่าทหารคลั่งกราดยิงเจ้าหน้าที่และประชาชน วันนี้ยังถูกปิดล้อมกั้นพื้นที่และยังคงเห็นร่องรอย คราบเลือดตามจุดต่างๆ
พระมนัสวิน ธีรังกุโล พระลูกวัด วัดป่าศรัทธารวม ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ผู้ก่อเหตุขับรถเข้ามาทางประตูหลังวัด โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้าออกเฉพาะในวันพระเท่านั้น ซึ่งวันเกิดเหตุตรงกับวันมาฆบูชาพอดี ผู้ก่อเหตุได้ขับรถฮัมวี่ทหารผ่านมา จากนั้นได้เห็นลงมาจากรถแล้วบรรจุกระสุนปืน ซึ่งตอนนั้นพระลูกวัดเห็น ได้สงสัยว่าทหารมายิงอะไรภายในวัด หรือว่ามาดักซุ่มจับใคร แต่ก็ไม่ได้เข้าไปสอบถามอะไร
จากนั้นไม่กี่นาที ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดในบริเวณใกล้ๆ จึงวิ่งไปหลบอยู่ห่างๆ และก็เห็นว่า คนร้ายได้กระหน่ำยิงคนในรถกระบะสีบรอนซ์ทอง จนรถพุ่งชนต้นไม้ริมทาง เป็นคันแรก
ขณะนั้นพระสงฆ์ได้ปิดประตูวัด โทรศัพท์แจ้งตำรวจ และหลบอยู่ด้านใน ซึ่งช่วงเวลานั้นมีรถประชาชนขับผ่านมา ก็ถูกยิงหลายราย ทำให้มีผู้เสียชีวิตภายในวัดมากถึง 9 คน หลังก่อเหตุคนร้ายได้ขับรถทหารขับหลบหนีออกไปทางประตูหน้าวัด
พระสงฆ์ วัดป่าศรัทธารวม เปิดเผยว่า การก่อเหตุในครั้งนี้ เป็นการกระทำวิบากกรรมครั้งใหญ่ ถือเป็นการกระทำผิดร้ายแรงทางพุทธศาสนา เพราะผิดศีลฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ซึ่งการก่อเหตุในเขตวัดซึ่งถือเป็นเขตอภัยทาน อีกทั้งเป็นวัดมาฆบูชา วัดพระใหญ่ ซึ่งหลังจากนี้ทางวัดจะจัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตในวันพระหน้าที่จะถึงนี้
ย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. เวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่ ฮุก31 นครราชสีมา เล่าว่าได้รับแจ้งเหตุ 241 มีการฆ่าคนตายที่บ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ ม.3 บ้านถนนหัก ต.หนองจะบก อ.เมืองนครราชสีมา จึงสนับสนุนรถออกไปตรวจสอบ พบว่าเจ้าหน้าที่นำคนเจ็บ 1 คนส่งโรงพยาบาลแล้ว เหลือเพียงผู้เสียชีวิต 2 คน ถูกยิงเสียชีวิตในบ้านพัก ทราบชื่อผู้เสียชีวิต คือ นางอนงค์ มิตรจันทร์ อายุ 63 ปี และพ.อ.อนันต์ ภูโรจน์กระแสร์ อายุ 48 ปี ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ฮุก 31 ยังไม่ทราบว่าคนร้ายเป็นทหาร
มีรายงานว่าผู้ก่อเหตุขับรถเก๋งหนีเข้าค่ายทหาร ซึ่งตอนนั้นทีมได้กลับไปมาที่ตั้ง และฟังวอร์วิทยุสื่อสาร จากนั้นประมาณ 10-15 นาที ได้รับแจ้งเหตุอีกเป็นเหตุยิงกัน ในค่ายทหาร เจ้าหน้าที่จึงไปสแตนบายด์และทำได้เพียงรอที่บริเวณหน้าค่ายกองพันกระสุนที่ 22 เท่านั้น
ขณะนั้นก็เห็นรถพยาบาลทหารให้การช่วยเหลือ เบื้องต้นทราบว่าทหารถูกยิงที่ขา ประกอบกับการรับแจ้งเหตุที่เริ่มไม่มีรายละเอียดเนื่องจากเป็นพื้นที่ทหาร
ช่วงเวลาประมาณ 16.00 – 17.00 น.กู้ภัยมูลนิธิสว่างเมตตา ได้รับแจ้งต่อเนื่องว่ามีเหตุคนร้ายพร้อมปืนกล หลบหนีการจับกุมเข้าในพื้นที่ วัดป่าศรัทธารวม ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบ ขณะนั้นได้รับแจ้งว่ามีผู้บาดเจ็บ มากกว่า 3 คน นายประดิษฐ์ ต๊ะทา หัวหน้าชุดปฏิบัติการกู้ภัยมูลนิธิสว่างเมตตา บอกว่า นี่ไม่ใช่เคสปกติจึงสแตนบายด์รถกู้ภัยรอ และส่งทีมไปที่วัดป่าศรัทธารวมทันที จนเหตุการณ์ยิงเริ่มสงบ เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบพบมีประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน โดยใช้เวลา เกือบ 1 ชั่วโมง ในการช่วยเหลือ ระหว่างนั้นก็ได้รับแจ้งข่าวเป็นระยะๆ ว่า คนร้ายขับรถหนีไปทางห้างเทอมินอล 21 โคราช
จนเวลาประมาณ 17.30 น. ทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิ สว่างเมตตา และทีมเจ้าหน้าที่ ฮุก31 นครราชสีมา ได้รับแจ้งเหตุกราดยิง ที่บริเวณหน้าห้างเทอมินอล ทราบว่านี่ไม่ใช่เคสปกติทั่วไปจึงเริ่มส่งทีมไปสนับสนุนปฏิบัติการ ที่จุดเกิดทันที
จนกระทั่งเวลา 18.00 น.มีการประสานให้ตั้งโรงพยาบาลสนาม บริเวณรอบห้างเทอมินอล และเกิดปฏิบัติการไล่ล่าคนร้ายยาวต่อเนื่อง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ พ.ต.ต.ธนธัส กังรวมบุตร สารวัตรฝ่ายวิชาการสถาบันฝึกอบรมระหว่างประเทศว่าด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือ ILEA และผ่านการอบรมจากหน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์ของ FBI สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เหตุที่เกิดขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการศึกษาพฤติกรรมและแรงจูงใจของคนร้ายรายนี้อย่างละเอียด ไม่ใช่เพราะว่า ให้ความเป็นธรรมให้ผู้ก่อเหตุ เพราะผู้ก่อเหตุรายนี้ไม่มีความชอบธรรมในการก่อเหตุที่รุนแรงเช่นนี้อยู่แล้ว แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย
พ.ต.ต. ธนธัส ระบุว่า หน่วยงาน FBI ในสหรัฐอเมริกา เคยศึกษาพฤติกรรมของคนร้ายกลุ่ม Mass Murder หรือที่เรียกว่า กลุ่มสติแตก ที่ฆ่าคน 4 คนขึ้นไปในเหตุการณ์เดียวกัน โดยการศึกษาใช้เวลายาวนาน 50-60 ปีย้อนหลัง พบว่า กลุ่มสติแตก (Mass Murder) ส่วนใหญ่มีความกดดันจากสภาพแวดล้อม มีปัญหาทางจิต รู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรม
พร้อมเสนอว่า องค์กรที่มีเจ้าหน้าที่ทำงานกับอาวุธ เช่น ทหาร ตำรวจ ควรมีการประเมินสุขภาพจิตจากผู้เชี่ยวชาญทุกๆ 6 เดือน-1 ปี เพื่อแยกกลุ่มเสี่ยงออกมารักษาสภาพจิต รวมถึงกรณีที่เกิดขึ้น หากมีการศึกษาเชิงลึกอาจสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างสังคม ในเรื่องการได้รับความเป็นธรรมของผู้ที่อยู่ใต้การบังคับบัญชา
ด้านนักวิชาการ นายอาทิตย์ ทองอินทร์ อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แนะนำว่า กรณีเหตุกราดยิงกลางที่เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลอาจต้องมีการเตรียมความพร้อมในการจัดตั้ง “ศูนย์บริหารวิกฤตในสถานการณ์เฉพาะกิจ”โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแม่งานประสานเจ้าของพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน เพื่อควบคุมสถานการณ์ในจุดเกิดเหตุ และการเผยแพร่ข่าวสารเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เลวร้ายลง
นอกจากนี้ ยังแนะนำ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า “Early Warning”เพื่อเตือนภัยอาชญากรรม ให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงรู้ตัวโดยเร็วที่สุด คล้ายกับการแจ้งเหตุแผ่นดินไหวในประเทศ ญี่ปุ่น ที่ระบบของรัฐจะส่งข้อความและข้อควรปฏิบัติ ไปยังโทรศัพท์มือถือของผู้ประสบภัย เพื่อลดการสูญเสียจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้น
เปิดปฏิบัติการ ปลิดชีพ “จ่าสิบเอก” ไล่ต้อนจนมุม ดับคาห้องเย็นห้างฯดังโคราช