ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ผลการค้นพบใหม่ได้แสดงให้เห็นว่า กระบวนการถือกำเนิดของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะไม่ได้เกิดจากการที่วัตถุพุ่งชนกันอย่างรุนแรง ตามความเชื่อจากทฤษฎีซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1960 แต่ดาวเคราะห์เกิดจากการค่อยๆรวมตัวเข้าหากันจนก่อกำเนิดเป็นดวงดาว
การค้นพบดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ด็อกเตอร์อลัน สเติร์น และทีมนักวิทยาศาสตร์ ร่วมกันวิเคราะห์ภาพถ่ายของวัตถุอวกาศนอกระบบสุริยะที่ได้รับการตั้งชื่อว่า อาร์โรคอต (Arrokoth) ในพื้นที่ส่วนนอกของระบบสุริยะที่เรียกว่า “แถบไคเปอร์” ซึ่งอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ออกไปกว่า 6,000 ล้านกิโลเมตร โดยยานอวกาศนิวฮอไรซันส์บันทึกภาพเอาไว้ได้ เมื่อ 6 ปีที่แล้ว โดยเป็นเศษชิ้นส่วนเก่าแก่ที่หลงเหลืออยู่ จากการก่อตัวของดาวเคราะห์ในขณะที่ระบบสุริยะถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 4,600 ล้านปีก่อน
อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์อย่างละเอียด นักวิทยาศาสตร์ไม่พบหลักฐานการปะทะกันอย่างรุนแรงของวัตถุอวกาศดังกล่าว และชิ้นส่วนไม่มีร่องรอยการแตกร้าว รวมถึงไม่มีส่วนที่แบนราบจากการพุ่งชน ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าวัตถุนั้นบีบอัดเข้าหากันด้วยความนุ่มนวลมากกว่าที่เคยเชื่อถือกันมาในอดีต