ปฏิรูปกองทัพ.. แก้ปัญหาทหารชั้นผู้น้อย กับวิธีจัดการครอบครองอาวุธปืน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เป็นเรื่องเป็นข่าว วันนี้(17 ก.พ.) เชิญนักวิชาการ-ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธมาร่วมวิเคราะห์ถึงการปฏิรูปกองทัพ รวมทั้งการครอบครองอาวุธปืน ควรเข้มงวดมากขึ้นอย่างไร

หลังจากคดีกราดยิงที่โคราช จนเป็นเหตุสะเทือนขวัญ ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ขณะเดียวกันก็มีการตรวจสอบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมีมูลเหตุมาจากแรงกดดันในกองทัพด้วยหรือไม่ นำมาสู่การตรวจสอบ โดย “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก และให้มีการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ล่าสุดยังมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง “โครงการการจัดสวัสดิการในเชิงธุรกิจของกองทัพบก”   ซึ่งกองทัพบกร่วมกับกรมธนารักษ์   ในการดูแลสวัสดิการภายในหน่วย เพื่อช่วยเหลือกำลังพลและครอบครัว  แต่สังคมก็ยังวิพากษ์วิจารณ์ว่า นอกจากการตรวจสอบภายในกองทัพแล้ว ในเรื่องของการครอบครองอาวุธปืนต้องเข้มงวดมากกว่าเดิมด้วยหรือไม่  เพราะไม่ใช่แค่ทหารครอบครองอาวุธปืน แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไป เกิดคำถามว่า ต้องมีการควบคุมการครอบครองอาวุธปืนด้วยหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ข่าวเกี่ยวกับการยิงกัน ดูจะมาจากการมีปืนครอบครองง่ายเกินไปหรือไม่...

สำหรับรายการ เป็นเรื่องเป็นข่าว เมื่อวันที่ 17 ก.พ ที่ผ่านมา  ได้เชิญนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ มาวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุกราดยิงโคราช หรือแม้แต่เหตุการณ์อื่นๆที่มีการใช้อาวุธปืน ที่เหมือนจะครอบครองง่าย ว่า จริงๆแล้วต้องมีมาตรการคุมเข้มอย่างไร

เริ่มจาก คุณยศรวี อุทัยสมฤดี ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและที่ปรึกษาด้านยุทธวิธี ให้ข้อมูลเรื่องของอาวุธปืนที่ครอบครองกันจนมีการก่อเหตุนั้น ว่า แน่นอนปัจจัยเรื่องเครียดมีส่วน  เพราะตลอดที่ผ่านมาแค่ขับรถปาดหน้าก็โชว์ปืนแล้ว อะไรก็เอาปืนขู่ ยิงปืนขึ้นฟ้า อันนี้เกิดจากพฤติกรรมการใช้ วินัยการใช้ ซึ่งบทลงโทษต้องหนักจริงๆ

 

กรณีการครอบครองอาวุธปืนนั้น เป็นไปได้หรือไม่หากจะมีการจำกัดการครอบครองอาวุธปืน คุณยศรวี  ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติม ว่า ถือว่าดี หากทำได้ เช่น หากได้อาวุธปืนแล้ว ก็ต้องมาทวนสอบชีวิต ทรัพย์สิน สภาพจิตใจว่าพร้อมการครอบครองอาวุธปืนหรือไม่ หรือไปเกี่ยวข้องกับคดีอะไรในข้อที่ห้าม ซึ่งตอนแรกมีการตรวจแล้ว แต่หากมีการทวนซ้ำก็จะเป็นการสร้างวินัยคนครอบครองได้ เช่น เอาปืนไปขู่ใคร เป็นต้น

“ปืนถูกกฎหมายมีราคาแพงก็จริง แต่ก็ต้องมีวินัยในการควบคุมคนครอบครองด้วย อย่างไรก็ตาม   คนที่จะเข้าถึงอาวุธปืนมี 2 อย่าง คือ ครอบครัวเป็นนักกีฬา กับการยื่นขอเพราะรู้สึกว่าชีวิตไม่ปลอดภัย หรืออาจยังไม่มีเหตุอะไร แต่อยากมีความปลอดภัยก็ขอได้  แต่จริงๆ คนที่มีปืนจะทำให้เจ้าตัวรู้สึกฮึกเหิม รู้สึกใหญ่ ตรงนี้ต้องมีกฎหมายลงโทษให้หนักกรณีเอาปืนไปข่มขู่” คุณยศรวี  กล่าว

ขณะที่ ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต กล่าวว่า ในเรื่องการใช้อาวุธปืนนั้น ตนไม่คิดว่ากองทัพจะปล่อยให้เอาออกมาใช้ แต่ในแง่การควบคุมก็สำคัญ อย่างโคราช  ไม่มีใครคิดว่าจะมีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น แต่ขณะนี้สังคมกำลังจับตามองถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด แม้กรณีที่ผ่านมาจะเข้มงวดแล้ว แต่นับจากนี้อาจต้องเพิ่มมากขึ้นในเรื่องเวรยาม  รวมทั้งการเข้าไปรับฟังผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไม่มีพื้นที่ เพื่อระบายออก อาจเกี่ยวกับเรื่องหนี้สิน การงาน ยิ่งนายทหารชั้นผู้น้อยมีปัญหาหนี้สิน การใช้เงิน

“สิ่งที่เกิดขึ้นคงต้องทบทวนเรื่องการเฝ้าระวัง แต่ผมคิดว่า ผบ.ทบ.ไม่ได้นิ่งนอนใจหรอก อย่างที่บอกว่า 3 เดือนจะเห็นผล ที่เราเห็นแล้วก็คือสัปดาห์ก่อนย้ายผู้ที่เกี่ยวข้องพ้นจากตำแหน่ง และให้ไปช่วยราชการ และการยินยอมโดยเปิดพื้นที่ให้กรมธนารักษ์เข้ามาจัดการดูแลเรื่องการแบ่งเปอร์เซ็นต์ คือ อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อกำลังคน ซึ่งอธิบายได้ว่า เปอร์เซ็นต์ที่แบ่งไปไม่ได้หมายความว่า กองทัพบกจะจับเงินทอง แต่หมายถึงการซื้อของสวัสดิการต่างๆ จะได้ราคาประหยัดและถูก  เช่นในพื้นที่หน่วยทหาร โดยเฉพาะปั้มน้ำมัน ราคาน้ำมันจะต่ำกว่าท้องตลาดทั่วไป ตรงนี้ไม่ใช่กำลังพลได้สิทธิประโยชน์ แต่พลเรือนทุกคนก็ได้รับสิทธิประโยชน์ทุกคน” ผศ.วันวิชิต กล่าว

  “บิ๊กแดง” กล่าวทั้งน้ำตา อย่าด่าทหาร-กองทัพบก เหตุกราดยิงโคราช ให้มาด่าตัวเอง  

ผศ.วันวิชิต อธิบายเพิ่มเติมว่า  ตรงนี้สังคมอาจไม่ได้มองถึง อาจมองข้าม แต่ไปมองว่าเงินที่ไม่ได้เปิดเผยจะเข้ากระเป๋าผู้หลักผู้ใหญ่ ตรงนี้ต้องแยกส่วน จริงๆก็ต้องแยกส่วนด้วย อย่างไรก็ตาม กรณีบ้านพักของทหารนั้น เป็นเรื่องยากด้วยระบบทหาร อย่างในอดีตมีการสร้างว่า ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน เป็นการสร้างความกลมเกลียวแก่ทหาร ดังนั้น อาจต้องสลายความเชื่อว่า จะไม่ตรวจสอบกันเอง ซึ่งไม่ใช่  อย่างวันนี้ที่กองทัพมีการเซ็นต์เอ็มโอยูกับกรมธนารักษ์ ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี

ผศ.วันวิชิต  กล่าวว่า   จริงๆ 7 เดือนสุดท้ายตนไม่ได้คาดหวังมาก แต่ก่อน 1 เม.ย.ระดับชั้นนายพลโยกย้ายกลางปี อย่างกองพันสรรพาวุธ อาจต้องมีการพิจารณาปรับย้ายผู้บังคับหน่วยสูงสุดหรือไม่ ขณะนี้สังคมต้องการการเยียวยาความรู้สึก เห็นการแสดงการรับผิดชอบ การตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมา ท้ายที่สุดความบกพร่องอยู่ที่ส่วนไหน

เมื่อถามว่า ขณะนี้เรียกว่าวิกฤตศรัทธาในกองทัพได้หรือไม่ ก็เข้าข่าย ผศ.วันวิชิต   กล่าวว่า  จึงต้องกอบกู้ให้เร็วที่สุด

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ