เมื่อวันที่ 19 ก.พ. นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ. กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แถลงข่าวความคืบหน้าสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ว่า ขณะนี้สถานการณ์ ไวรัสโรนา ทั่วโลกมีผู้ป่วยสะสม 74,139 ราย เสียชีวิต 2,002 ราย สถานการณ์ในจีน เริ่มดีขึ้นมีคนหายป่วยมากขึ้น ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทยยังคงตัวมีผู้ป่วยสะสมคงที่อยู่ที่ 35 ราย ในจำนวนนี้สามารถรักษาหาย กลับบ้านแล้ว 17 คน ยังเหลือรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 18 ราย โดย 2 รายที่อาการวิกฤต นั้น วันนี้ไม่มีไข้แต่แพทย์ยังให้การดูแลอย่างใกล้ชิด
สำหรับผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ต้องสงสัยสอบสวนโรคทั้งหมดเนื่องจากขณะนี้เราได้มีการขยายการคัดกรอง ให้มีความ กว้างขวาง และตรวจจับได้ไวมากยิ่งขึ้น พบว่ายอดสะสมจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 957 ราย อนุญาตให้กลับบ้านได้ 857 รายส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดตามฤดูกาลยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 100 ราย โดยในจำนวน ผู้เข้าเกณฑ์สอบสวน พบว่า มีในส่วนของ คนไทย และนักท่องเที่ยวจีนสัดส่วนเท่ากันที่ 45 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 10% เป็นนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าจำแนกตามพื้นที่ พบว่ากรุงเทพฯมากสุดประมาณ 300 รายคิดเป็น 1 ใน 3
นพ. โสภณ กล่าวอีกว่า ขณะนี้กระทรวงได้มีการยกระดับการเฝ้าระวัง ในกลุ่ม คนไทยที่มีการทำงานสัมผัสกับนักท่องเที่ยวอย่างเข้มข้นโดยยกระดับคัดกรองที่ 8 จังหวัด ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการท่องเที่ยว และมีรายงานผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาคือ 1. กรุงเทพมหานคร 2. เชียงใหม่ 3. เชียงราย 4. ภูเก็ต 5. กระบี่ 6. สมุทรปราการ 7. ชลบุรี 8. ประจวบคีรีขันธ์ โดยหากพบ คนที่มีอาการไข้โรคระบบทางเดินหายใจ แม้จะไม่ได้มีประวัติเดินทางกลับจากต่างประเทศ แต่ถ้าในช่วง 14 วัน ที่ผ่านมามีการสัมผัสกับนักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะต้องมีการตรวจคัดกรองตามระบบอย่างเข้มข้น ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะทำให้เรามั่นใจ ว่าหากมีการแพร่เชื้อจะสามารถรู้ได้ทันที
เมื่อถามว่า มีนักวิชาการต่างชาติไม่มั่นใจ ระบบการควบคุมโรคของประเทศไทยโดยมองว่าประเทศไทยเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวจีนมากเป็นอันดับหนึ่งแต่กลับพบจำนวนผู้ป่วยน้อยมากอาจจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงหรืออาจจะมีการบิดเบือนตัวเลข นพ. รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวยืนยันว่าในนามกระทรวงสาธารณสุขไม่มีนโยบายรื่องการปิดบัง ทุกรายเราทำการค้นหา และค้นหาในวงกว้างด้วย เราเป็นประเทศแรกที่มีการรายงานมีผู้ป่วยนอกประเทศจีน ทำให้ทั่วโลกตื่นตัวด้วย ดังนั้นขอให้มั่นใจว่าเราค้นหากลุ่มเสี่ยงอย่างกว้างขวาง
นพ. โสภณ กล่าวว่า เป็นคำถามที่น่าสนใจ เวลาที่เราเห็นประเทศอื่นดีกว่าเรา เราจะมีคำถาม 2 แบบ คือแบบที่ 1 เขาทำดีได้อย่างไร จึงทำให้เกิดผลงานที่ดี กับอีกแบบคือสงสัยว่าดีจริงหรือไม่ ซึ่งถ้ามุมของประเทศไทย เราต้องมั่นใจก่อนว่าเราเป็นประเทศแรกที่มีมาตรการอย่างเข้มข้น ที่สนามบิน ที่สถานพยาบาลตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยยกระดับเข้มข้นบนพื้นฐานว่าอาจจะมีการแพร่จากคนสู่คน ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังไม่มีการประกาศว่ามีการติดต่อจากคนสูคนด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นว่าเราเป็นประเทศแรกให้ความสำคัญกว่าหลายประทศ และเป็นประเทศแรกที่ตรวพบผู้ป่วยติตเชื้อรายแรก นอกประเทศจีน คือ เป็นนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาแล้วมีไข้ที่สนามบิน ถูกแยกตัวออกมาทันที
อีกทั้ง แถลงยืนยันว่าเป็นผู้ป่วยรายแรกเมื่อวันที่ 13ม.ค. หลังจากนั้นก็มีผู้ปวยเยอะมาต่อนื่อง ส่วนใหญ่เป็นผู้ปวยที่เดินทางมาจากนอกประเทศ ดังนั้นจะเห็นว่ามาตรการเราเข้มมาตลอด การที่เราทำเร็ว ประชาชนก็ตระหนักถึงความสำคัญ พูดง่ายๆ คือตื่นก่อนต้องทำได้มากกว่าคนที่ตื่นทีหลัง ทำให้ระบบของเราค่อนข้างเข้มที่ด่านเข้าเมืองทุกแห่ง สถานพยาบาล ชุมชน บริษัทนำเที่ยว และทุกภาคส่วนลุกขึ้นมาร่วมกัน
ผู้โดยสารเรือเวสเตอร์ดัมขึ้นฝั่งกัมพูชา แยกย้ายกลับบ้าน