3 มี.ค. 63 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงานเสวนาในหัวข้อ “From Wild Meat to Virus : A Wake-up Call on Illegal Wildlife Trade – จากเนื้อสัตว์มาสู่ไวรัส : ถึงเวลาต้องร่วมมือต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย”
ภายในงานมีการถอดบทเรียนข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับ COVID-19 มาอธิบายว่าทำไมเชื้อโรคจึงแพร่กระจายจากสัตว์ป่ามาสู่คน
โรคอุบัติใหม่มาจากสัตว์ป่า?
นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ชำนาญการ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ระบุว่า การล่าสัตว์ป่าเป็นปัจจัยเสริมที่ก่อให้เกิดโรคระบาด เพราะในสัตว์ป่ามักมีเชื้อไวรัสอยู่ ซึ่งบางชนิดอาจไม่แสดงอาการในสัตว์ป่า แต่แสดงอาการในมนุษย์ เมื่อมนุษย์บริโภค หรือสัมผัส จึงทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้
“โรคอุบัติใหม่ คือโรคที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และ 70% ของโรคเหล่านี้มาจากสัตว์ป่า ดังนั้น อาชญากรรมสัตว์ป่าจึงเท่ากับ ภัยคุกคามการอยู่รอดของมนุษย์”
ดร.สุภาภรณ์ วัชราพฤกษาดี รองหัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย ระบุว่า เมื่อตอนที่พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 63 เมื่อทำการถอดรหัสพันธุกรรม พบว่า เป็นเชื้อไวรัสโคโรนาที่คล้ายซาร์ส ซึ่งมีต้นตอจากค้างคาว 82-90% ซึ่งโชคดีที่ประเทศไทยมีงานวิจัยเกี่ยวกับเชื้อไวรัสในค้างคาวค่อนข้างมาก
“ครูของเราคือค้างคาว เราวิจัยค้างคาว แล้วก็พบเชื้อไวรัสโคโรนาจำนวนมาก เราวิจัยร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมอุทยานแห่งชาติฯ” ดร.สุภาภรณ์กล่าว
ดร.สุภาภรณ์บอกเหตุผลที่เน้นการศึกษาไวรัสในค้างคาวว่า ในบรรดาโรคอันตรายทั้ง 14 ชนิด ที่เพิ่งมีการอัปเดตเมื่อสัปดาห์ก่อน มีถึง 6 โรคที่มีต้นตอมาจากค้างคาว (COVID-19 ยังไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ 100% ว่ามาจากค้างคาวจริงหรือไม่)
“เราพบว่าต้นตอของโรคร้ายแรงมาจากค้างคาวเยอะมาก เราและกรมอุทยานแห่งชาติฯ จึงให้ความสนใจในการหาเชื้อไวรัสใหม่ ๆ จากค้างคาว” ดร.สุภาภรณ์กล่าว
สำหรับประเทศไทยซึ่งมีค้างคาวอยู่ 23 สายพันธุ์ หลังจากนี้จะมีการสำรวจเพิ่ม ว่าจะพบเชื้อไวรัสโคโรนาที่คล้าย COVID-19 ในคนมากน้อยเพียงใด ปัจจุบันตรวจเชื้อในค้างคาวมงกุฎเทาแดงซึ่ง “เชื่อกันว่า” เป็นต้นตอของโรค ไปเพียง 20 ตัวเท่านั้น โดยพบไวรัสโคโรนาชนิดอัลฟา ซึ่งยังไม่มีรายงานว่าก่อโรคในคน
PREDICT โครงการที่ทำให้มนุษย์ไม่ก้าวตามหลังเชื้อโรค
ดร.สุภาภรณ์เล่าให้ฟังว่า ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการ “PREDICT” ซึ่งดำเนินการเพื่อหาเชื้อไวรัสใหม่ที่อาจกลายเป็นโรคอุบัติใหม่ในอนาคต นำไปสู่การออกนโยบายวางแผนรับมือต่อไป
โครงการดังกล่าวนำโดยหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐ (USAID) ร่วมกับกรมอุทยานฯ คณะวนศาสตร์ ม.เกษตร เก็บตัวอย่างสัตว์ป่าในประเทศไทย 9 จังหวัด ที่พบค้างคาว ลิง หนู มาตรวจสอบ
“จากการดำเนินงาน 10 ปีตั้งแต่ปี 2009 ถึงปัจจุบัน ใน 5 ปีแรกของโครงการ เราเจอเชื้อไวรัสชนิดใหม่ในค้างคาว 155 ตัว 5 ปีหลังเจอเชื้อไวรัสใหม่ในค้างคาว 294 ตัว เชื้อในค้างคาวที่พบเป็นโคโรนาไวรัสมากที่สุด”
ด้าน นสพ.ภัทรพลกล่าวว่า โครงการ PREDICT ใช้ทำนายการเกิดโรคอุบัติใหม่ในอนาคต เพราะที่ผ่านมาเราตามหลังเชื้อโรคมาตลอด เมื่อเหตุเกิดจึงไปหาต้นตอ แต่โครงการนี้จะทำให้เรารู้ว่า ด้วยสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนไป แต่พฤติกรรมมนุษย์ยังคงล่าสัตว์ป่า เราอยากรู้ว่า ในอนาคตเราจะต้องเจอกับอะไร
โดยโครงการนี้มีแผนที่ทำนาย พื้นที่สีแดงคือมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคอุบัติใหม่ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น เพราะเป็นเขตอบอุ่น มีความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ยังมีพฤติกรรมเสี่ยง มีการล่าสัตว์
ภาพรวม COVID-19 ในปัจจุบัน
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลว่า จากข่าวที่เริ่มรายงานตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 ว่ามีโรคระบาดในจีน ซึ่งก่อให้เกิดปอดบวมนั้น ประเทศเราได้ติดตาม จนทราบว่าโรคนี้มีแหล่งสัมผัสโรคร่วมกันที่ตลาดค้าของสด และตลาดนี้มีสัตว์ป่า อย่างไรก็ตาม จนปัจจุบันยังไม่มีใครรู้ว่าสัตว์ต้นตอของโรค COVID-19 คือตัวอะไร
“แต่ทางการจีนเองเมื่อทราบข่าวว่ามีเชื้อไวรัสก็ปิดตลาด เริ่มมีการถอดรหัสพันธุกรรม แล้วพบว่ามีความคล้ายคลึงกับค้างคาวในจีน 87% แต่ระยะหลังมีการตั้งข้อสงสัยสัตว์ตัวนู้นตัวนี้ เราจึงยังไม่รู้ จนกว่าทางการจีนจะออกมาสื่อสารว่าความจริงเป็นอย่างไร”
ศ.นพ.ยง กล่าวว่า จุดที่อันตรายของ COVID-19 คือ ควบคุมได้ยาก เพราะไม่แสดงอาการในผู้ป่วยบางราย “ผู้ป่วย COVID-19 จำนวนหนึ่งอาการไม่รุนแรง แล้วคนไม่รู้ตัวว่าเป็น ทางการจีนประเมินแล้วว่า ในผู้ป่วย 40,000 ราย คนที่เป็นแล้วแสดงอาการไม่มากมีถึง 80%”
ทำไมต้องล่าสัตว์ป่า?
ด้าน เมทินีย์ ภัสสราอุดมศักดิ์ จากเครือข่ายเฝ้าระวังการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย (TRAFFIC) ระบุว่า การค้าสัตว์ป่า เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่พบมากเป็นอันดับที่ 4 รองลงมาจาก การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ และการปลอมแปลงลิขสิทธิ์
เธอยกรายงานชิ้นหนึ่งขึ้นมาว่า จุดประสงค์ที่คนล่าสัตว์ป่าในภูมิภาคทวีปเอเชีย คือ ล่ามาสะสม (งาช้าง หนังเสือ เขี้ยวเสือ) ล่ามาเป็นสัตว์เลี้ยง ล่ามาปรุงยา และล่ามาประกอบอาหาร โดยเฉพาะในประเทศจีนซึ่งมีความต้องการบริโภคสัตว์ป่าสูง
เมทินีย์บอกว่า สำหรับประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน มีความอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้เป็นเป้าหมายในการล่าสัตว์ป่า
เมทินีย์ระบุว่า ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา สามารถยึดของกลางเป็นตัวลิ่นได้ 900,000 ตัว เป็นเกล็ดตัวลิ่น 9,600 กิโลกรัม ยึดงาช้างซึ่งจะขนผ่านประเทศไทยไปประเทศจีนได้กว่า 220,000 กิโลกรัม
สำหรับการขนส่งสัตว์ฝ่าผิดกฎหมายมักผ่านมาทางอากาศ ทางน้ำ และทางชายแดน เพื่อนำมาขายในตลาดสำคัญ ๆ เช่น จตุจักร (งาช้าง นก เต่า) จ.สุรินทร์ จ.อุทัยธานี จ.นครสวรรค์ (งาช้างเป็นหลัก)
- ทางอากาศ มาทาง สุวรรณภูมิ ดอนเมือง สมุย ภูเก็ต
- ทางน้ำ มาทาง ท่าเรือแหลมฉบัง
- ทางชายแดน ผ่านมาทาง แม่สาย จ.ยะลา จ.หนองคาย จ.นครพนม
เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทย เมทินีย์จึงเน้นย้ำถึงสโลแกนของงานวันสัตว์ป่าและพืชป่าโลกในปีนี้ที่ว่า “ไม่กิน ไม่ซื้อ ไม่ล่า ไม่หามาขาย ไม่เป็นโรคร้าย สัตว์ป่าไม่สูญพันธุ์”
ที่มาภาพ: ดร.สุภาภรณ์ วัชราพฤกษาดี, USAID