ขณะที่ทีมข่าวพีพีทีวีได้สอบถาม นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในงานสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศถึงชื่อพรรคใหม่ นายพิธา จะมีอาการเป็นอย่างไร ไปดูท่าทีต่อคำถามนี้กัน
นี่เป็นท่าทีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ที่ไม่ได้ปฏิเสธคำถามที่ว่า พรรคใหม่จะใช้ชื่อ “ก้าวไกล” หรือไม่
แต่นายพิธา บอกว่าขอเก็บไว้เป็นเซอร์ไพรส์ในการแถลงข่าววันพรุ่งนี้ (8 มี.ค.) พร้อมบอกว่าส่วนตัวจะเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับสมาชิกพรรคที่มีสิทธิโหวตว่าจะให้ใครมาทำหน้าที่นี้
กกต.ยันจดทะเบียน“พรรคก้าวไกล”แล้ว ส.ส.อดีตอนาคตใหม่ย้ายได้ทันที
แม้ว่านายพิธาจะไม่ได้ยอมรับตรงๆเกี่ยวกับชื่อพรรคใหม่ แต่ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้สอบถาม พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง โดยยืนยันว่ามีการเปลี่ยนแปลงชื่อจริง ซึ่งจากพรรคเดิมที่ใช้ชื่อว่า “พรรคร่วมพัฒนาชาติไทย” เปลี่ยนเป็นพรรคใหม่ชื่อว่า “พรรคก้าวไกล”
โดยขณะนี้เหลือเพียงขั้นตอนการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งหากในวันพรุ่งนี้ ส.ส. อดีตพรรคอนาคตใหม่ จะประกาศตัวสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล เลขาฯ กกต.ยืนยันว่าก็สามารถทำได้ทันที
สำหรับพรรคร่วมพัฒนาชาติไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 มีสมาชิกพรรคร่วม 2,690 คน มีสาขาพรรค 4 สาขา มีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด 13 เขตเลือกตั้ง
ที่ผ่านมาพรรคนี้เปลี่ยนชื่อพรรคมาทั้งหมด 4 ครั้ง คือ จากชื่อเดิม “พรรคร่วมพัฒนาชาติไทย” มีนายธนพล พลเยี่ยม เป็นหัวหน้าพรรค จากนั้นเปลี่ยนไปใช้ชื่อ “พรรคผึ้งหลวง” และเปลี่ยนหัวหน้าพรรคเป็นนายก้องภพ วังสุนทร ก่อนจะเปลี่ยนกลับมาเป็น “พรรคร่วมพัฒนาชาติไทย” ซึ่งนายธนพล กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค และล่าสุดได้เปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคก้าวไกล” โดยมีรายงานว่าหลังเปิดตัววันพรุ่งนี้ (8 มี.ค.) พรรคจะจัดให้มีการประชุมใหญ่เพราะเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคใหม่อีกครั้ง
ขณะที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เมื่อวานนี้ก็ได้พูดถึง 3 ภารกิจหลักของ “คณะอนาคตใหม่” โดยภารกิจแรกก็คือการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ในการเมืองท้องถิ่น เพื่อยุติการผูกขาดของครอบครัวที่ใช้เงินหรือความรุนแรงในการได้มาซึ่งอำนาจ โดยจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ภารกิจที่2 คณะอนาคตใหม่จะทำแคมเปญสนับสนุนแนวคิดเสรีนิยมและประชาธิปไตย ผ่านทางสื่อออนไลน์และการลงพื้นที่ตามหน่วยงานต่าง ๆ เพราะเชื่อว่าความคิดทรงพลังกว่ากระสุนปืน
ส่วนภารกิจสุดท้าย จะสร้างเครือข่ายภาคประชาชนทั้ง 77 จังหวัดที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เข้มแข็งพอจะต่อต้านอำนาจของรัฐบาลทหาร