วันนี้ 9 เม.ย. 2563 ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช พร้อมด้วย นายกริช อึ้งวิฑูรย์สถิตย์ ประธานสภาธุรกิจ ไทย-เมียนมาร์ เดินทางมาที่ศาลอาญารัชดา ถนนรัชดาภิเษก เข้าขอยื่นประกันตัว นายเดดไป่อู และน.ส.นามิทู ชาวเมียนมาร์ ที่ถูกตำรวจทางหลวงแม่สอด จ.ตาก จับกุมพร้อมของกลาง เงินสดเป็นธนบัตรไทย ฉบับละ 1,000 บาท รวม 16,500,000 บาทเมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ต้องหาไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงินดังกล่าวได้
ทนายอนันต์ไชย ระบุว่า ยอมรับว่าทำผิดที่ขนเงินข้ามประเทศแล้วไม่สำแดง ซึ่งตำรวจจะดำเนินคดีก็ดำเนินคดีไป ต่อมาทราบว่าลูกจ้างชาวเมียนมาร์ทั้ง 2 คน ถูกควบคุมตัวไปยังกองบังคับการปราบปราม กรุงเทพมหานคร ซึ่งเรื่องนี้ ทนายอนันต์ชัย ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดตำรวจทางหลวงจึงไม่นำตัวผู้ถูกควบคุมส่งให้ตำรวจในพื้นที่ดำเนินคดี แต่กลับนำตัวไปสอบสวน จึงต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องที่เกิดขึ้น
และในวันเกิดเหตุยืนยันว่า มีหลักฐานการซื้อขายกับ ปตท. ให้ตำรวจชุดจับกุม แต่กลับไม่ตรวจสอบ ซึ่งจากนี้จะยื่นเรื่องร้องเรียนไปที่ ป.ป.ช. และจะเดินทางไป อ.แม่สอด เพื่อดำเนินคดีกับ ตร.ทางหลวง 4 นาย ฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และหน่วงเหนี่ยวกักขัง
ด้าน นายกริช เปิดเผยว่า นายจ่อเฮง ได้ทำธุรกิจค้าขายน้ำมัน ขนส่งน้ำมันกับบริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของไทย ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายยืนยันว่าทำธุรกิจจริง แต่เนื่องจากต้องโอนเงินจ่ายค่าน้ำมันให้กับบริษัทคู่ค้า ซึ่งธนาคารประเทศเมียนมาร์ปิดทำการ ไม่สามารถทำธุรกรรมได้ จึงมอบหมายให้ลูกน้อง 2 คน นำเงินสด มาฝากที่ธนาคารในประเทศไทย โดยไม่ได้แจ้งกรมศุลกากร จนถูกจับกุมตัวไป เบื้องต้นตนขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ไทยดำเนินการตามกฏหมาย ที่สำคัญคือต้องระวังไม่ให้กระทบกระเทือนความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ
เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่ผ่านมา สืบเนื่องจากตำรวจทางหลวง แม่สอด ได้รับแจ้งว่า ชายหญิง 2 คน ชาวชาวเมียนมาร์ลักลอบนำเงินสดจากประเทศเมียนมาร์ เข้ามาในประเทศไทย จึงนำกำลังไปตรวจสอบ พบรถบรรทุก สีขาว ขับจากฝั่งประเทศเมียนมาร์ทางสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาร์แห่งที่ 2 เข้ามาในประเทศไทย
เมื่อมาถึงบริเวณถนนในหมู่บ้านวังตะเคียน ห่างจากด่านศุลการกร 200 เมตร จึงได้เรียกให้หยุดรถ จึงขอตรวจสอบ พบผู้ต้องหาทั้ง 2 คน มีหนังสือเดินทางถูกต้อง
ตำรวจทำการตรวจค้นภายในรถพบถุงพลาสติกสีแดง ห่อหุ้มด้วยถุงดำ บรรจุธนบัตรของกลางดังกล่าว
จากนั้นตำรวจชุดจับกุมคุมตัวทั้ง 2 คน มาสอบในป้อมตำรวจทางหลวง ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 10.00 -11.00 น.จน ถึง 21.00 น.
โดยชายชาวเมียนมาร์ให้การอ้างว่า ตำรวจได้ยื่นโทรศัพท์ให้คุยกับชายคนหนึ่งเพื่อ เจรจาต่อรองการปล่อยตัว โดยใช้คำว่า ขอ 5 กิโล ก่อนประสานส่งตัวมาที่กองปราบ
สำหรับเงิน 16.5 ล้านบาทที่ขนมายังประเทศไทยนั้น เบื้องต้น2 ชาวเมียนมาร์ถูกจึงแจ้งข้อหาร่วมกันนำเข้าเงินตราสกุลไทยเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า หลังได้รายงานจึงสั่งการให้ถ่ายภาพหมายเลขธนบัตรทุกใบไว้เป็นหลักฐาน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าของกลางจะไม่เล็ดลอดหลุดหายไปได้ ซึ่งตนเองเป็นผู้สั่งการให้นำตัวผู้ต้องหาและของกลางไปสอบสวนขยายผลต่อที่กองบังคับการปราบปราม เนื่องจากจำนวนเงินที่มาก
พร้อมให้ประสานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ขยายผลต่อไปเพราะมีพฤติการณ์น่าสงสัย โดยให้ทำตามขั้นตอนของกฎหมาย
ส่วนหลังการจับกุมได้มีนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการจังหวัดนายหนึ่ง พยายามที่จะขอเคลียร์คดี โดยบังคับให้ตำรวจทางหลวงปล่อยตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางโดยไม่ต้องดำเนินคดี แต่ตำรวจชุดจับกุมไม่ยินยอมเพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายพล.ต.ท.สุทิน สั่งให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งกำชับให้ดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้องแม้ว่าจะเป็นใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลัง และได้รายงานความไม่ชอบมาพากลให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทราบแล้ว
ล่าสุด ศาลให้ประกันตัว 2 ชาวเมียนมาร์ ตีวงเงินประกันคนละ 1 ล้านบาท พร้อมติดกำไล EM ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และจำกัดพื้นที่ให้อยู่ใน กทม.