วันนี้กระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีการประชุมหารือ กับคณะกรรมการบริหารหนี้สาธารณะนัดแรก ถึงการวางแผนใช้จ่ายเงินกู้ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อบรรจุความต้องการใช้เงินใหม่จำนวน 6 แสนล้านเข้าไปในแผนงบประมาณปีนี้ ส่วนอีก 4 แสนล้านจะนำไปใช้ในปีหน้า ซึ่งจะแบ่งการกู้เป็นรอบ ๆ เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยที่เหมาะสมที่สุด
โดยนางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน. ได้ยืนยันว่า การกู้เงินจะทันต่อการเบิกจ่ายให้แก่ผู้ที่ได้รับการเยียวยาทั้ง 14 ล้านคน ในรอบที่สองอย่างแน่นอน โดยเงินจะเข้าคลังพร้อมจ่ายวันที่ 5 และเบิกใช้จ่ายให้ประชาชนในวันที่ 8 พฤษภาคม 2563 ซึ่งเน้นย้ำว่า การก่อหนี้เพื่อการลงทุน ให้เศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียนเป็นสิ่งที่ดี ที่ผ่านมาเรามีวินัยทางการเงินดีมาก วันนี้จึงเป็นวันที่ประเทศไทยควรกู้มาเพื่อช่วยเหลือประเทศ การที่สัดส่วนหนี้สาธารณะจะโตขึ้นไปบ้างไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวล และไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียอะไร
สำหรับรูปแบบการกู้เงินนั้น จะมาจากการกู้ภายในประเทศเป็นหลักไม่ต่ำกว่า 80% และพิจารณาต่างประเทศเป็นทางเลือก ซึ่งตอนนี้องค์การระหว่างประเทศ เช่น เวิล์ดแบงก์ กับ ADB ได้ทำข้อเสนอมาแล้ว ซึ่งภายในประเทศได้เริ่มเชิญชวนให้ธนาคารในประเทศเข้ามาประมูลตั้งแต่วันนี้แล้ว ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์ ที่จะออกมาเปิดระดมเงินจากภาคประชาชน ยังต้องใช้เวลาราว 1-2 เดือน ซึ่งมูลค่าของพันธบัตรจะใหญ่กว่าปกติ คาดว่าจะมีมูลค่าเกือบ 1 แสนล้านบาท
นายกฯ เผย พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้าน ยังมีแค่ตัวเลข รอประกาศใช้ปลาย เม.ย. - พ.ค.
ส่วนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประชุมร่วมกับภาคเอกชน เพื่อหารือมาตรการเยียวยา ฟื้นฟูเศรษฐกิจจากสถานการณ์ โควิด-19 โดยทางภาคเอกชนเสนอ เช่น มาตรการภาษีเพื่อลดภาระเอสเอ็มอี มาตรการด้านการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึง การปล่อยเงินกู้ซอฟท์โลนมากขึ้น การให้ความช่วยเหลือลดค่าธรรมเนียมระบบสาธารณูปโภค และมาตรการด้านแรงงาน ถึงแม้ว่าขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 มีผู้ติดเชื้อลดลง แต่ยังประมาทไม่ได้ ซึ่งประเทศไทยยังไม่สามารถพึ่งพาการท่องเที่ยวและการส่งออกได้ จึงจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศและการใช้จ่ายของภาครัฐ จึงเห็นโอกาสที่ไทยจะวางแผนเร่งฟื้นฟูตามมาตรการดูแลเศรษฐกิจในระยะถัดไป ด้วยการสนับสนุน เศรษฐกิจชุมชน หรือ Local Economy โดยสามารถนำเงินที่ใช้ในมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 4 แสนล้านบาท จาก พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท เข้ามาขับเคลื่อนตรงนี้ได้ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 นี้
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. บอกว่า ภาคเอกชน เรียกร้องข้อเสนอเดิม ให้รัฐบาลดูแลกลุ่มเอสเอ็มอี ทั้งด้านสภาพคล่อง , การเงิน , ภาษี เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการรายย่อย ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้ ส่วนโครงการ เศรษฐกิจชุมชน (Local Economy) สภาอุตฯ จะมีส่วนร่วมสนันสนุนแพลทฟอร์ม E-commerce หรือ การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ รวมถึงจะต้องมีการเชื่อมโยงการบริการขนส่ง และชำระเงินแบบออนไลน์ เพื่อสร้างความสะดวกให้ผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่น และผู้ซื้อในการใช้บริการ
ส่วนการลงทะเบียนรับ เงินเยียวยา 5,000 บาท จากผู้ได้รับผลกระทบ โควิด-19 ผ่านทางเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com จะปิดการรับลงทะเบียน ในเวลา 24.00 น. คืนนี้ ฉะนั้นผู้ที่เป็นลูกจ้าง แรงงาน อาชีพอิสระ ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 แต่ยังไม่ได้ ลงทะเบียนรับเงินเยียวยา ยังสามารถเข้ามาลงทะเบียนได้ ส่วนผู้ที่ระบบคัดกรองว่าไม่ผ่านเกณฑ์และไม่เห็นด้วยกับการคัดกรอง ยังสามารถ ยื่นทบทวนสิทธิ์ ได้ต่อเนื่อง
สำหรับวันนี้เป็นวันที่ 3 มีประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์กว่า 2 ล้านคนได้ ยื่นขอทบทวนสิทธิ์ ทางเจ้าหน้าที่เครือข่ายคลังจังหวัดร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จะลงพื้นที่จริงเพื่อยืนยันตัวตนและการประกอบอาชีพตามที่ลงทะเบียนไว้ ในวันที่ 23 เมษายน 2563 ทั้งนี้ เพื่อความรวดเร็ว ขอให้พี่น้องประขาชนที่ ยื่นขอทบทวนสิทธิ์ เตรียมเอกสารให้พร้อม ประกอบด้วย ภาพของผู้ ทบทวนสิทธิ์ บัตรประชาชน และรูปถ่ายที่ยืนยันการประกอบอาชีพจริง หรือบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่า โดยขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายพร้อมแล้วที่จะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสิทธิ์ให้กับประชาชน
ครม. ขยายกลุ่มผู้รับเยียวยา 5,000 จาก 9 ล้านคน เป็น 14 ล้านคน