โดยภาคสาธารณสุขนั้น นพ.ปราเสริฐ เห็นว่า กิจกรรมต่าง ๆ ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. ดำเนินการมานั้นเป็นเรื่องที่ดีมากอยู่แล้วทำให้จำนวนผู้ป่วยลดน้อยลงซึ่งหากอัตราการติดเชื้อรายใหม่ยังเป็นอยู่แบบนี้เชื่อว่าใน 3 เดือนข้างหน้าประเทศไทยจะผ่านพ้นความรุนแรงจากวิกฤตนี้ได้
หลังจากนั้นสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อคือ สร้าง อสม.เพื่อรับงานต่อจาก ศบค. โดยที่จังหวัดสุโขทัยมี 843 หมู่บ้านควรมี อสม. 900 คน โดยภาครัฐต้องจัดหางบประมาณสนับสนุนค่าตอบแทนเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งส่วนนี้ นพ.ปราเสริฐ ยินดีสนับสนุน 500 บาทต่อคนต่อเดือน
อีกส่วนหนึ่งคือพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลในจังหวัดสุโขทัย ซึ่งมี 9 แห่ง ได้รับการอบรม ศึกษา และดูงาน เพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาการรักษาพยาบาลให้ก้าวหน้าทันสมัย
ส่วนภาคประชาชน และเกษตรกรรมนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังวิกฤตโควิดคือ ปัญหาการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ น้ำทำการเกษตร โดยเฉพาะการทำงานในปีนี้และปีหน้า จังหวัดสุโขทัยจะขาดแคลนน้ำจึงมีแนวคิดสืบสานโครงการตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ โครงการแก้มลิง และเศรษฐกิจพอเพียง โดยสร้างอ่างเก็บน้ำ และขุดบ่อให้ประชาชนในหมู่บ้านที่มีความจำเป็นก่อน
ทั้งนี้ นพ.ปราเสริฐ พร้อมสนับสนุนเงินทุน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายใน 2 ปี โดยขอให้ภาครัฐส่งตัวแทนของจังหวัด หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยจัดหาพื้นที่ที่มีความเหมาะสม หากโครงการนี้ได้ผลก็น่าจะวางแผนขยายผลต่อไป