​เปิดข้อกฎหมาย "ขับรถชนควาย" ใครถูกใครผิด? (คลิป)


โดย PPTV Online

เผยแพร่




กลายเป็นประเด็นปะทะกันอย่างจังอีกครั้ง ระหว่าง "กฎหมาย" กับ "มนุษยธรรม" กับคดีสองตายายที่จังหวัดยโสธร ถูกบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งฟ้องเรียกค่าเสียหาย 2 แสนบาท จากกรณีรถยนต์ที่ทำประกันไว้กับบริษัทขับไปชนกระบือของสองตายายบนถนน จนรถยนต์ได้รับความเสียหาย

คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว แม้กระบือวัย 1 ปีของสองตายายได้ตายไปเช่นกัน ทว่าบริษัทประกันภัยมองว่าสองตายายต้องรับผิดทางละเมิด ตามบทบัญญัติของกฎหมาย 2 ฉบับ คือ

1.พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 111 ที่ระบุว่าห้ามมิให้ผู้ใดขี่ จูง ไล่ต้อน หรือปล่อยสัตว์ไปบนทางในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร และไม่มีผู้ควบคุมเพียงพอ

2.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ปพพ.) มาตรา 433 ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ ท่านว่าเจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหายเพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดแต่สัตว์นั้น

หากพิจารณาตามตัวบทกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ชัดเจนว่าฝ่ายตายายเจ้าของกระบือต้องรับผิดชอบอย่างไม่ต้องสงสัย แต่คดีนี้ยังมีประเด็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 433 ยังระบุในตอนท้ายว่า เจ้าของสัตว์อาจไม่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ได้ หากพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยงการรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว์ หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่นแล้ว หรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้น



ผู้พิพากษาท่านหนึ่งให้ความเห็นกับทีม "เป็นเรื่อง เป็นข่าว" ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 433 เกี่ยวกับการรับผิดทางละเมิดที่ยกภาระการพิสูจน์ให้จำเลย ซึ่งในที่นี้คือสองตายาย หากต้องการพ้นผิดคือไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ก็ต้องพิสูจน์ใน 2 ประเด็น คือ

1.สองตายายได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลสัตว์ดีพอหรือไม่

2.ผู้ขับขี่รถที่ชนกระบือนั้น ประมาทหรือไม่ หรือว่าขับมาด้วยความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด

จากประเด็นสำคัญที่ต้องพิสูจน์ดังกล่าว ยังมีประเด็นข้อเท็จจริงแวดล้อมที่จะช่วยทำให้คดีนี้กระจ่างขึ้นและมีทางออก เช่น จุดเกิดเหตุถ้าเป็นถนนหลวง มีความจำเป็นอะไรที่สองตายายต้องจูงกระบือข้ามถนน ข้ามเป็นปกติอยู่แล้วหรือไม่ ถ้าไม่ข้ามมีเส้นทางอื่นไปได้หรือไม่

สภาพถนนขณะรถชนกระบือ ว่างโล่งหรือการจราจรหนาแน่น ห้วงเวลาที่เกิดเหตุมีทัศนวิสัยดีพอสำหรับผู้ขับขี่หรือไม่ และขณะเกิดเหตุ กระบือตกใจหรือไม่ เพราะภาวะของสัตว์ถ้าอยู่นอกเหนือการควบคุม ผู้ดูแลสัตว์ก็อาจไม่ต้องรับผิด

ข้อเท็จจริงประกอบเหล่านี้จะเป็น "ตัวช่วย" ในการพิสูจน์ว่าสองตายายต้องรับชดใช้ค่าเสียหายตามที่บริษัทประกันภัยเรียกถึง 2 แสนบาทหรือไม่

อย่างไรก็ดี เมื่อคดีนี้ถูกเผยแพร่ทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค ก็เกิดเสียงวิจารณ์ในแง่มนุษยธรรมตามมา กลายเป็นเรื่องราวแนว "ดราม่า" ที่กระทบความรู้สึกผู้คน เพราะสภาพบ้านของสองตายายตามที่สื่อนำเสนอ ดูแล้วมีฐานะยากจน ลูกหลานก็เติบโตมีครอบครัวแยกไปหมดแล้ว ตายายเองก็อยู่ในวัยชรา อายุกว่า 70 ปี ท่าทางไม่รู้กฎหมาย ไม่มีทนายคอยช่วยต่อสู้คดี ทั้งๆ ที่ตามกฎหมายมีภาระต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง

ทางออกของเรื่องนี้ ยังนับว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่ศาลจังหวัดยโสธรสั่งให้ทั้งสองฝ่ายไปไกล่เกลี่ยกันก่อน ไม่ได้ตัดสินไปตามข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ปรากฏเบื้องต้นในทันที

ประเด็นสำคัญที่นักกฎหมายหลายรายชี้ช่องให้หยิบมาพิจารณา ก็คือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 223 ระบุว่าถ้าฝ่ายผู้เสียหาย (ผู้ขับขี่รถ) ได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งจนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยแล้ว ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้นต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร

ฉะนั้นหากพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายผู้ขับขี่ประมาท ขับรถด้วยความเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ก็อาจต้องแบ่งส่วนรับความเสียหายไปด้วย ค่าสินไหมที่เรียกเอาจากสองตายายก็ต้องลดลงจาก 200,000 บาท

ล่าสุด มีรายงานว่าดาราสาวใจบุญ "บุ๋ม ปนัดดา" เป็นตัวแทนช่วยเหลือสองตายาย เปิดรับบริจาคเงินเพื่อซื้อควายตัวใหม่ให้ แต่คดีนี้จะจบลงอย่างไรคงต้องลุ้นวันนัดเจรจาไกล่เกลี่ย 22 มิ.ย.นี้

TOP ประเด็นร้อน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ