“ผมก็เลยเห็นว่า มันไม่สวย ถ้าปรับภูมิทัศน์ริมน้ำขึ้นมาแล้ว ไอ้สะพานด้วน มันก็อยู่สภาพแบบนี้ กี่ปี ดีดักมันก็อยู่แบบนี้ ไม่สวย ผมก็เลยเสนอกับอาจารย์แดงว่าให้ช่วยไปทำอะไรก็ได้ ให้ปรับภูมิทัศน์ เป็นสวนหย่อมอะไรก็ได้ ให้มันสวยขึ้น เพื่อให้คนฝั่งธน และฝั่งพระนคร ไปมาหาสู่กัน เพียงเดินเที่ยว ไม่กี่นาทีก็ถึงฝั่งพระนคร”
คำตอบของชายวัย 74 ปี คนนี้ คือ จุดเริ่มต้น ที่ได้จุดประกายความคิดให้เกิดสะพานแห่งนี้ขึ้น ลุงประดิษฐ์ ห้วยหงษ์ทอง อดีตประธานชุมชนบุปผาราม ย้อนเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า เมื่อ 6 ปี ก่อน กทม. ได้เริ่มโครงการฟื้นฟูเมือง โดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ช่วยกันเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่อยากปรับปรุง และฟื้นฟูในชุมชน
"สะพานด้วน" ที่ลุงประดิษฐ์ เห็นมาตั้งแต่ก่อร่างสร้างเสา และถูกทิ้งร้างมานานกว่า 30 ปี จึงเป็นสิ่งแรกที่ลุงประดิษฐ์ นึกถึงและเสนอให้มีการฟื้นฟู ด้วยความตั้งใจที่ต้องการให้สะพานด้วน ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คนทุกศาสน และความเชื่อ ทั้ง 2 ฝั่งพระนคร
“พอเสนอเท่านั้นแหละคะ ทีมผังเมือง ภูมิสถาปนิก ก็สามารถจะจินตนาการ ทำการศึกษาต่อ ลักษณะเป็นโครงการสวนลอยฟ้าเจ้าพระยา”
โจทย์ที่ได้นำมาสู่การออกแบบ แต่นี่ไม่ใช่งานที่ง่าย เพราะด้วยระยะทางของสะพานกว่า 280 เมตร หากให้เดินเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีจุดหยุดพัก คงไม่มีใครอยากใช้สัญจร การเพิ่มฟังก์ชั่นเพื่อให้ตลอดการเดินมีความเพลิดเพลินและมีความพิเศษ ให้สมกับทัศนียภาพที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม จึงเป็นสิ่งสำคัญ สวนสาธรณะลอยฟ้า ที่มีจุดชมวิวสอดรับไปโครงสร้างของสะพานจึงกลายเป็นคำตอบ
โครงสร้างนี้แต่เดิมเนี่ยมันออกแบบมาเพื่อรองรับระบบทดลอง ระบบรถราง เพราะฉะนั้นเวลาเราเปลี่ยน ออกมาเป็นแค่การสัญจรโดยเท้า แล้วก็รถจักรยาน น้ำหนักบรรทุกมันเหลือ เพราะฉะนั้นเราจึงใช้โอกาสนี้ในการปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา และสุดท้ายก็กลายเป็นสวนลอยฟ้าที่ข้ามแม่น้ำที่สร้างเสร็จแห่งแรกของโลก อันนี้ก็เป็นที่มาของการปรับเปลี่ยนในเชิงตัวโปรแกรม และประโยชน์ใช้สอย
สำหรับ สวนลอยฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ ถือเป็นโครงการนำร่องของโครงการกรุงเทพฯ 250 ที่มีจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟูเมือง และสิ่งปลูกสร้างที่ถูกทิ้งร้าง โดยคำนึงถึงความต้องการของชุมชนเป็นหลัก แต่โครงการนี้จะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากปราศจากการผลักดันอย่างต่อจากภาครัฐและชุมชน