วิเคราะห์ "ม็อบดาวกระจาย" คนรุ่นใหม่เลือกใช้แสดงออกทางการเมือง


โดย PPTV Online

เผยแพร่




พูดคุยกับอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ ความเปลี่ยนแปลงและปัจจัยที่นำมาสู่ “ม็อบดาวกระจาย”

เปิด “ภาษาม็อบ” ใช้สื่อสารในการชุมนุม

ชุมนุมแยกเกษตรสลายตัว นักเรียนทำการบ้านกลางม็อบ อีกชุดฮือสภ.เมืองนนท์ ไล่ผกก.

ท่ามกลางสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่หลายฝ่ายกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด ผู้คนบางส่วนค้นพบว่าการจัดชุมนุมในปี 2563 นี้ มีลักษณะเป็น “ดาวกระจาย” หรือการไม่รวมกลุ่มชุมนุมเป็นกลุ่มใหญ่เพียงกลุ่มเดียว แต่กระจายแยกย้ายไปตามจุดต่าง ๆ ทั้งยังไม่มีแกนนำหลักในการขึ้นนำปราศรัย ชวนสงสัยว่า การชุมนุมในปี 2563 นี้ แตกต่างจากการชุมนุมที่ผ่าน ๆ มาในอดีตอย่างไร และเกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง

นิวมีเดีย PPTVHD36 ต่อสายตรงถึง รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อหาคำตอบในมุมมองนักรัฐศาสตร์

ม็อบ 63 กับม็อบในอดีตต่างกันอย่างไร?

ประการที่หนึ่ง โครงสร้างการชุมนุม ความเด่นชัดของการชุมนุมในปัจจุบัน คือแกนนำที่ค่อนข้างอายุน้อย หลากหลาย กระจัดกระจาย ผู้เข้าร่วมเด็กลงมาก มีเด็กมัธยม ส่วนในแง่โครงสร้างจะเห็นว่า แม้แกนนำถูกจับ ก็เป็นม็อบที่สามารถดำเนินไปได้ด้วยตัวเอง มีพลวัตของตัวเอง เป็น Leaderless คือไม่ต้องมีแกนนำก็ได้ อย่างที่เห็นในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา แต่ต้องบอกว่า ม็อบที่ไม่มีแกนนำ ก็สุ่มเสี่ยงเกิดมือที่สาม หรือการแทรกแซงโดยผู้ที่ไม่ประสงค์ดี แต่จะเห็นชัดว่า 2 วันที่ผ่านมา จัดการการรวมตัวกันได้ค่อนข้างดี

ประการที่สอง การสื่อสารระหว่างกัน ม็อบ 63 เป็นม็อบ Disruptive World โลกมีการเปลี่ยนแปลง มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ มีสื่อออนไลน์ สามารถสื่อสารได้เร็ว เป็นแฟลชม็อบที่ติดต่อและเปลี่ยนสถานที่ชุมนุมได้ใน 1 ชั่วโมง ทำให้การรวมตัวลื่นไหล มีความยืดหยุ่น ยากต่อการติดตามโดยฝ่ายรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐ ในอดีตการสื่อสารลักษณะนี้ไม่มี

ประการที่สาม เป้าหมาย ม็อบนี้มีความลึก มีความคม ที่มุ่งเป้าไปในแง่ของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจและความสัมพันธ์ทางการเมือง จัดระเบียบสังคมการเมือง มากกว่าม็อบในอดีต ประเด็นหลังอาจทำให้เกิดความแตกต่างทางความคิด ทางอุดมการณ์ ระหว่างคนต่างรุ่น หรือที่เรียกว่า Generation Gap ได้ง่าย เป็นความต่างอย่างสูงสุดจากม็อบในอดีตที่ผ่านมา

ปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดม็อบดาวกระจาย?

เพราะแกนนำถูกจับ จึงเกิดการปรับยุทธศาสตร์เป็นนัดหมายแบบไม่มีแกนนำ กระจายกันตามความสะดวกของผู้เข้าร่วม ปัจจัยที่เอื้อคือ

ประการที่หนึ่ง เทคโนโลยีการสื่อสาร มีการใช้เครื่องมือโซเชียลมีเดีย ทำให้การติดต่อเร็วมาก โดยในปัจจุบันเอง ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่จะมีวัยต่ำกว่า 30 และใช้ทวิตเตอร์เป็นหลัก ขณะที่แม้คนส่วนใหญ่ใช้โซเชียลมีเดียแล้ว แต่คนที่มีอายุขึ้นมาหน่อยจะใช้เฟซบุ๊กกับไลน์

ประการที่สอง วัฒนธรรมชื่นชอบศิลปินเกาหลีของเด็กรุ่นนี้ที่สื่อสารกัน นำมาสู่พฤติกรรมในม็อบ เช่น การส่งสัญญาณด้วยมือ การระดมสรรพกำลัง รับบริจาค เหมือนรวมกำลังซื้อของให้ดาราหรือเซเลบฯ ที่ชื่นชอบ เป็นความแตกต่างที่สมัยก่อนไม่มี

ประการที่สาม ที่ต้องพูดถึง คือ ความมีระเบียบ ทุกครั้งที่ไปจะเห็นผู้ชุมนุมนั่งอย่างสงบ สันติมาก แม้เข้าไม่ถึงเสียงเวทีก็ใช้โทรศัพท์มือถือรับข่าวสาร ชุมนุมเสร็จเก็บขยะเรียบร้อย ในยามที่ต้องการอะไรก็ใช้วิธีบอกต่อเหมือนที่ทำเวลาไปดูคอนเสิร์ต เวลามีรถพยาบาลหรือความจำเป็นก็แหวกทางให้ เป็นพฤติกรรมรูปแบบใหม่ให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่มีวินัย มีจรรยาบรรณของความเป็นมนุษย์โลก ความมีระเบียบ มีวินัย ความเห็นอกเห็นใจ ที่ไม่ได้มอบให้เฉพาะคนที่คิดเหมือนกันเท่านั้น

จุดอ่อนของม็อบดาวกระจาย?

นอกเหนือจากมือที่สาม ถ้ามองจากม็อบบางนาเมื่อวาน จะเห็นว่า ไม่มีคนตัดสินว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร ไม่มีการตัดสินใจในจังหวะสำคัญซึ่งต้องเด็ดขาดทำให้ยากจะรักษาความมีระเบียบ เป็นจุดอ่อนหลัก

สำหรับในระยะยาว การไม่มีแกนนำ ปัจจุบันอาจจะไม่จำเป็นต้องมีใครปราศรัย หรือพูดบนเวที คนไปไม่ได้มาฟังอะไร ทุกคนเพียงมาแสดงพลัง แสดงจุดยืน แต่ในระยะยาว ข้อเรียกร้อง หรือพลวัตใหม่ ๆ อาจเป็นจุดอ่อนที่ทำให้คนอยากเข้าร่วมน้อยลง คือคนจำนวนหนึ่งยังไงก็มา แต่อีกจำนวนหนึ่งก็อาจอยากมาฟังว่า การรวมตัวหรือกลุ่มคนเหล่านี้ต้องการอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า ถ้าไม่มีผู้นำเลย ในระยะยาวที่อาจจะยืดเยื้อ ในบางพื้นที่อาจไม่สามารถควบคุมเสถียรภาพของการชุมนุมได้ แต่ถ้าเป็นแฟลชม็อบ มาแล้วก็หายไป ไม่ค้างคืน ทำไม่บ่อย อาจไม่เป็นปัญหาใหญ่ แต่ถ้าเกิดทุกวัน หลายที่พร้อมกัน ไม่มีแกนนำ เป็นความสุ่มเสี่ยงที่อาจทำให้บางคนกังวลและไม่อยากเข้าร่วม

นอกจากนี้ ยังอาจเกิดข่าวปลอม หรือ Fake News เพราะโซเชียลมีเดียเป็นแพลตฟอร์มหรือเครื่องมือที่ทุกคนใช้ได้ อย่างผู้ชุมนุม น้อง ๆ นักศึกษา ใช้ในการบอกเล่า การนัดพบ ส่งข่าว แต่ก็พบการสื่อสารรวดเร็วที่ไม่ได้ตรวจสอบ ทำให้บางครั้งเกิดความตื่นตระหนกเกินจำเป็น ข่าวที่ไม่ตรวจสอบก็ทำให้สื่อสารผิดพลาด อย่างวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา มีการบอกว่ามีการล้อมปราบในจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ตำรวจตามเข้ามา ซึ่งจริง ๆ แล้วจุฬาฯ เป็นพื้นที่ปลอดภัยมาก อันนี้คือตัวอย่างของจุดอ่อนของการสื่อสารในโซเชียลมีเดีย ดังนั้นผู้รับสารต้องระมัดระวังและตรวจสอบก่อนแชร์

ม็อบบางนาวุ่น​ ไฟดับทำหัวร้อน​ ทำลายป้อมตำรวจ​ รุมทำร้ายกัน​ แนวร่วมเซ็ง!

นี่เป็นแฟลชม็อบทางการเมืองครั้งแรกของไทยหรือไม่?

ถ้าย้อนไปช่วงปี 53 จะเห็นว่า “หนูหริ่ง” น่าจะเคยทำแฟลชม็อบมาก่อน ส่วนก่อนหน้านั้นถ้าจำไม่ผิดจุดเริ่มต้นแฟลชม็อบแรก ๆ ในเมืองไทยมีขึ้นหลังรัฐประหารปี 2549 ตอนนั้นมีผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งออกมารวมตัวที่อนุสาวรีย์ชัยฯ แต่ไม่มาก แล้วก็กลับไป เพราะสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมทหารแล้ว พอชุมนุมปี 2553 ช่วงแรกเป็นเพียงการรวมตัวที่ราชประสงค์แล้วก็กลับบ้าน จนในที่สุดถึงกลายเป็นกลุ่ม นปช. ในภายหลัง ถึงมารวมตัวกันยึดราชประสงค์เป็นเวลานาน ดังนั้นครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกในไทย

ถ้ามองย้อนกลับไปเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ครั้งแรก ๆ ที่เป็นม็อบใหญ่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ต่อมา 6 ตุลาคม 2519 ก็ถูกล้อมปราบใน มธ. ส่วนพฤษภา 2535 ก็เป็นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สนามหลวง เช่นกัน ดังนั้น ภาพใหญ่การชุมนุมประท้วงในอดีตเป็นแบบนั้น เป็นการรวมตัวที่เดียวกัน การชุมนุมกระจายแบบดาวกระจายมีบ้าง แต่ไม่เด่น ส่วนหนึ่งเพราะไม่มีเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่จะบอกได้ว่าใครจะไปชุมนุมที่ตรงไหน และการเดินทางไม่มีรถสาธารณะที่กระจายไปจุดต่าง ๆ เหมือนปัจจุบัน

การมีแฟลชม็อบแบบนี้เราเรียนรู้จากต่างประเทศ อย่างในฮ่องกง ชิลี เบลารุส ก็มีการชุมนุมลักษณะนี้ ในโลกปัจจุบัน ปัจจัยหลักที่ทำให้การชุมนุมแบบดาวกระจายและแฟลชม็อบเป็นไปได้เกิดจากการสื่อสารที่สะดวกขึ้น การเดินทางที่ง่ายขึ้น

การรับมือของรัฐบาลเป็นอย่างไร?

รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ (ยกเว้นธรรมนูญการปกครองและรัฐธรรมนูญชั่วคราว) รวมถึงในประเทศประชาธิปไตยทุกประเทศ และองค์การสหประชาชาติ ยืนยันในสิทธิพื้นฐานการชุมนุมของประชาชนอย่างสงบและเสรี เป็นสิทธิ์พื้นฐานที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับรับรองไว้

อาจมีคำถามว่า สงบสันติคือยังไง คือไม่แสดงเจตนาและพฤติกรรมรุนแรง ถามต่อว่ากฎหมายการชุมนุม พ.ร.บ.การชุมนุมฯ บอกว่า ให้ผู้ชุมนุมแจ้งเจ้าหน้าที่พื้นที่ที่ต้องการจัดชุมนุม กฎหมายระบุให้เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ รักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะการแสดงออก แล้วก็กลับบ้าน อันนี้พื้นฐาน

แต่ถ้าอยู่ยาวอย่าง Wall Street ของนิวยอร์ก ก็จะมีการจัดพื้นที่ให้เขา เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องอำนวยความสะดวกและดูแลไม่ให้ละเมิดผู้อื่น หรือสาธารณะเดือดร้อนเกินจำเป็น และรักษาสิทธิของประชาชนที่ต้องการแสดงออก

นอกจากนี้ ตามหลักการสากล เจ้าหน้าที่จะใช้ความรุนแรงเพื่อสั่งระงับการชุมนุมไม่ได้ ได้แค่เฝ้าระวัง ถ้ายืดเยื้อรุนแรงจึงจะมีอำนาจในการป้องกันความรุนแรงตามกฎหมายกำหนด วิธีและกลไกรับมือกับการชุมนุมที่รุนแรงเป็นพื้นที่สีเทา แต่ละประเทศจะใช้กฎหมายรับมือต่างกัน

แต่อย่างไทยขณะนี้ รัฐบาลเลือกออก พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เป็นคำถามที่เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ สถานการณ์ร้ายแรงขนาดนั้นมั้ย การใช้กฎหมายร้ายแรงมันเลยเหมือนผู้ชุมนุมทำอะไรก็ผิด เพราะอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน นักกฎหมายจำนวนหนึ่งจึงตั้งคำถามว่า กฎหมายนี้ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ สมเหตุสมผลและมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ อยากให้ทุกฝ่ายพิจารณารอบด้าน

ตัวรัฐบาลนั้น จุดแข็งที่สุดก็คือว่า รัฐบาลยังมีแนวร่วมอนุรักษ์นิยมสนับสนุนอย่างแข็งขัน และในการจัดการกับผู้ชุมนุม เขายังใช้ตำรวจเป็นหลัก แต่ตอนหลังใช้ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) อย่างในวันที่ 16 ตุลาคม ที่แยกปทุมวัน มีการใช้โล่ตชด. แต่ไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่เป็นตชด.ทั้งหมดจริงมั้ย หรือแค่โล่ ถ้าเป็นตชด.จริง ก็มีคำถามว่า ตชด.ไม่ใช่ตำรวจคุมฝูงชนนะ

นอกจากนี้รัฐบาลยังบอกว่ามีความพยายามที่จะปฏิบัติตามหลักสากล แต่ถ้าเราไปอ่านมาตรการองค์กรสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ระบุชัดว่า การใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง ไม่ควรใช้ในที่แคบ หรือเพื่อยุติการชุมนุมที่เป็นไปโดยสันติ ถ้าไปดูจะเห็นว่าในวันนั้นผู้ชุมนุมส่วนมากเป็นเด็กเยาวชน เด็กผู้หญิงมากกว่าด้วยซ้ำ เด็กยังไม่ได้ก่อจลาจล ถ้ามองย้อนจุดนี้การใช้ปืนฉีดน้ำผสมสารเคมีอาจเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของรัฐบาล

เกิดอะไรขึ้นบ้าง ในวันที่ 16 ตุลา 63 บันทึก "สลายการชุมนุม" ม็อบคณะราษฎร - ม็อบคนรุ่นใหม่

คาดการณ์ทิศทางการชุมนุม

ภายในอาทิตย์นี้เดาว่า น่าจะเห็นแฟลชม็อบทุกวัน หรืออาจพักบ้างบางวัน แต่ถ้าพูดถึงทั่วประเทศน่าจะมีทุกวัน เพราะมันสามารถเกิดขึ้นในพื้นที่ใดก็ได้ ใครทำก็ได้ สลับกันไป ถ้าพูดถึงทั้งประเทศ ไม่เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ เชื่อว่าจะมีแฟลชม็อบทุกวัน ก็จะดำเนินไปแบบนี้ เพราะจุดแข็งอันหนึ่งของปแฟลชม็อบก็คือ ใครทำก็ได้ ไม่ต้องมีแกนนำ ใครสนใจก็มาร่วมกัน แล้วก็กลับบ้านนอน ทรัพยากรในการจัดทำไม่มาก เชื่อว่าจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จะเห็นแบบนี้ทุกวัน

จึงเสนอว่าควรมีการเปิดสภาประชุมสมัยวิสามัญ อย่างน้อยเพื่อแสดงความกระตือรือร้นในการทำหน้าที่ของตัวแทนประชาชน ที่ผ่านมารัฐบาลเงียบมาก และปล่อยเกียร์ว่าง ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อเปิดการประชุมสมัยวิสามัญ สภาจะทำอะไร ถ้าไม่มีข้อเสนอทางออกที่ควรจะเป็นสำหรับทุกฝ่าย คิดว่าการชุมนุมอาจยังเห็นต่อไป จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางใดทางหนึ่ง

สำหรับความเป็นไปได้ที่จะมีการชุมนุมทุกวันแต่ภาครัฐวางเฉยนั้น อ.สิริพรรณมองว่า “เป็นไปไม่ได้เลย”

ต่อให้รัฐบาลเฉยเมย ไม่สนใจ แต่ถ้าเกิดแฟลชม็อบทุกวัน ภาคธุรกิจจะได้รับผลกระทบมากที่สุด คนทั่วไปที่ต้องเดินทางโดยใช้ถนน รถสาธารณะ รถไฟฟ้ารถใต้ดิน จะต้องออกมาโวยวาย เนื่องจากรัฐบาลเลือกที่จะปิดระบบขนส่งมวลชน แม้การทำแฟลชม็อบจะทำให้ผู้ขายแบบรถเข็นได้ประโยชน์ แต่ทุนใหญ่เสียประโยชน์ ตรงนี้เป็นแรงกดดันส่งไปที่รัฐบาล ไม่ต้องพูดถึงภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่มีต่อสายตานานาประเทศ ความเชื่อมั่นในการลงทุน ดังนั้นไม่เชื่อเด็ดขาดว่ารัฐบาลจะเฉยได้เกิน 1 เดือน

รถไฟฟ้าBTS-MRT เปิดให้บริการตามปกติแล้ว

ทางออกสำหรับเรื่องนี้

จริง ๆ สิ่งที่รัฐบาลควรทำก่อนหน้านี้ คือเปิดพื้นที่รับฟัง คนที่เห็นใจรัฐบาลอาจจะบอกว่า มีความพยายามตั้งกรรมาธิการแล้ว แต่เด็กไม่มาเอง ต้องบอกว่า หน้าที่ของรัฐบาลคือบริบาลดูแลประชาชน เพราะมาจากประชาชน ต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทน แน่นอนผู้ชุมนุมปฏิเสธ แต่ก็ต้องส่งข้อเสนอหลาย ๆ ครั้ง มองง่าย ๆ อย่างกลุ่มนักเรียนเลวไปกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เชิญ รมต. มาร่วมพูดคุย แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีแอคชั่นต่อข้อเรียกร้อง รัฐบาลก็เช่นกัน เช่นประเด็นขอแก้รัฐธรรมนูญ ไม่จับแกนนำ หยุดคุกคามประชาชน แต่รัฐก็ยังทำต่อไป แล้วก็มาบอกว่าเด็กใช้ความรุนแรง เพราะรัฐบาลไม่เคยเปิดพื้นที่ที่ปลอดภัย เท่าเทียม สร้างสรรค์ หาทางออกร่วมกัน ฟังกันและกัน ให้กลุ่มผู้ชุมนุม

ถ้าเปิดพื้นที่จริง ๆ ไม่ว่าโดยรัฐบาล รัฐสภา พรรคการเมือง เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี คนเข้าร่วมชุมนุมเป็นอิสระ เขาไม่ได้ถูกระดมมา เราต้องคอยฟังว่ามีการเปลี่ยนแปลงมั้ย ก็อาจค่อย ๆ ลดอุณหภูมิทางการเมือง อาจไม่ทันทีหรือแก้ไขได้ทั้งหมด แต่เป็นไปตามขั้นตอนการรับมือกับผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ควรเป็น

LiveScore-EURO2024 LiveScore-EURO2024
TOP ประเด็นร้อน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ