พบ 3 แสนบัญชีฝ่าพ.ร.ก.ฉุกเฉิน สั่งปิด Telegram เยาวชนปลดแอก พบบัญชีอวตาร ปลุกปล้นสดมภ์


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ความคืบหน้าการตรวจสอบโซเชียลมีเดีย ที่ฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง สั่งปิด Telagram เยาวชนปลดแอก

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 20 ตุลาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กองอำนวยการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง(กอร.ฉ.) พ.ต.อ.ศิริวัฒน์  ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือ ดีอีเอส ร่วมกันแถลงสรุปภาพรวมสถานการณ์การชุมนุมและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

กอร.ฉ.จัดชุดเคลื่อนที่เร็ว รับเซอร์ไพรส์ ม็อบ 20 ตุลา ดาวกระจาย ปรามแกนนำได้ประกันอย่าชุมนุม!

นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือ ดีอีเอส กล่าวว่า ในสภาวะปกติจะมีเจ้าหน้าที่ประจำ 2 ศูนย์ คือศูนย์เฝ้าระวังการกระทำความผิดทางเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม โดยบูรณาการทั้ง 2 ศูนย์มาเฝ้าระวังการกระทำความผิดทางอินเตอร์เน็ตทุกประเภททั้งเว็บไซต์ ยูทูป ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก เทเลแกรม โดยหลักการปกติตามพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือ พ.ร.บ.คอมฯ  จะรวบรวมหลักฐานและขอคำสั่งศาล เมื่อศาลมีคำสั่งเราจะแจ้งไปให้ผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ต หรือแพลตฟอร์มต่างประเทศดำเนินการปิด ซึ่งหลักกรจะดำเนินการปิดเป็นรายการ URL หรือรายหน้า หรือเป็นรายIP Address บางรายเท่านั้น ที่มีข่าวว่าเราจะปิดทั้งระบบเลยคงไม่ใช่ เราจะปิดเฉพาะที่มีการกระทำความผิดชัดแจ้ง

"และตั้งแต่มีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้มีการทำงานร่วมกับ กอร.ฉ. โดยจะมีการรายงานการกระทำความผิด ใน 2 วันที่ผ่านมาเราพบผู้กระทำความผิดที่เข้าข่ายมากกว่า 300,000 ราย แต่คัดกรองตรวจสอบผู้ที่มีความผิดชัดเจนมาที่กอร.ฉ. 58 ราย ประกอบด้วย เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม จำนวน 46 ราย วันที่ 20 ตุลาคม จำนาน 12 ราย แยกเป็นความผิดตามพ.ร.บ.คอมฯ24 ราย ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 32 ราย และความผิดอาญาฯฐานหมิ่นประมาท 2 ราย"

"นพ.ชลน่าน" ร้องศาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

นายภุชพงค์ กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเกี่ยวกับการดำเนินการของการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ว่ามีการเฝ้าระวังการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ในทุกด้านทุกแพลตฟอร์ม เมื่อพบการกระทำความผิดจะรวบรวมพยานหลักฐานและเสนอเรื่องขอความเห็นชอบต่อศาลให้มีคำสั่งปิดกั้น หลังจากนั้นประสานการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป นอกจากนี้หลังจากมีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 15 ต.ค.63  กระทรวงดีอีเอสได้จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์การชุมนุมในการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงพิจารณาการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ และประสานงานการตรวจพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับความผิดต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และดำเนินการร้องขอคำสั่งศาลในการระงับหรือลบข้อมูลที่ผิดกฎหมาย

นายภุชพงค์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีแอปลิเคชันเทเลแกรม (Telegram) ศูนย์เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์การชุมนุมกระทรวงดีอีเอสตรวจพบการใช้แอพลิเคชันดังกล่าวในการนัดหมายเชิญชวนชุมนุม ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 จึงแจ้งเรื่องต่อไปยังผบ.ตร. ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงทราบและพิจารณาข้อมูลดังกล่าว หลังจากนั้นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงได้มีสั่งที่ 11/2563 เรื่องระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะโดยให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดำเนินการเพื่อให้ระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบ เทเลแกรม  

นายภุชพงค์ ยอมรับว่า บัญชีเทเลแกรมที่กำลังดำเนินการระงับหนึ่งในนั้นที่ใช้ชื่อเยาวปลดแอก

ขอเรียนว่ากระทรวงดีอีเอสได้ดำเนินการตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดตามขั้นตอนตามกฎหมายและมีการขอความเห็นชอบต่อศาลมาโดยตลอด ไม่มีการทำเกินอำนาจหน้าที่หรือเลือกปฏิบัติโดยเคารพสิทธิการเข้าถึงสื่อทุกประเภทของประชาชนโดยเสรีภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ด้าน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอีเอส ได้ตรวจสอบพบบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการยุยงทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ได้ส่งเรื่องมาให้กอร.ฉ. ดำเนินรวมแล้ว 58 เรื่อง

ส่วนกรณีการบิดเบือนข้อมูลในลักษณะข่าวปลอมหรือเฟกนิวส์ ได้มีการปลุกระดมโดยผู้ไม่หวังดีโดยใช้บัญชีปิดบังตัวตนผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ชักชวนให้กลุ่มผู้ชุมนุมใช้วิธีการ Looting คือการปล้นสดมภ์ ก่อความวุ่นวาย ในระหว่างสถานการณ์ที่มีความไม่สงบ โดยในทวิตเตอร์มีการแชทอ้างการกระทำลักษณะดังกล่าวในสถานการณ์การชุมนุมระหว่างประเทศ ซึ่งมีการชักชวนให้ทำลายทรัพย์สินของทางราชการและทรัพย์สินของประชาชนทั่วไปในพื้นที่บริเวณการชุมนุม เพื่อยกระดับการชุมนุม ในเรื่องนี้ทางกอร.ฉ.มีความเป็นห่วงและขอแจ้งเตือนประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมอย่าตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีที่พยายามยุยง ปลุกปั่นให้กระทำการดังกล่าว เพราะนอกจากจะเป็นการฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ยังผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเข้าข่ายฐานลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ หรือทำให้เสียทรัพย์แล้วแต่กรณี ส่วนผู้ที่ไม่หวังดีที่ทำการยุยง ปลุกปั่นในโลกออนไลน์ จะต้องถูกดำเนินคดีทั้งพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และเป็นการฝ่าฝืนประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย

จากการตรวจสอบกลุ่มผู้ชุมนุมหลายๆ คน ได้รับข้อมูลลักษณะการเชิญชวนในทวิตเตอร์ แต่มีอีกหลายคนที่มีความเป็นห่วงเป็นใยได้มีการสื่อสารถึงกันและกัน พร้อมเตือนกันว่าอย่าตกเป็นเครื่องมือ ทางกอร.ฉ.ต้องขอขอบคุณที่มีสติในการช่วยเตือนกันเป็นการป้องกันระวังภัยสำหรับบุคคลที่ 3 หรือบุคคลที่ไม่หวังดีมาแทรกแซงด้วยเจตนาร้าย

 

 

 

TOP ประเด็นร้อน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ