วันนี้ (30 มิ.ย. 58) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นายกรัฐมนตรีอเล็กซิส ซีปราส ของกรีซ กล่าวเชิญชวนประชาชนให้ร่วมต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดและลงคะแนนโหวตโนในการลงประชามติที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์นี้ เพราะจะทำให้รัฐบาลมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ซึ่งเมื่อวานนี้ มีประชาชนมากกว่า 20,000 คนออกมาชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภา ในกรุงเอเธนส์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาล
ทั้งนี้ นายซีปราสกล่าวว่าจะเคารพการตัดสินใจของประชาชน หากต้องการจะคงมาตรการรัดเข็มขัดตามข้อเสนอของเจ้าหนี้ แต่รัฐบาลของเขาจะไม่ขอแบกรับข้อเสนอดังกล่าวอย่างแน่นอน
ท่าทีที่แข็งกร้าวของผู้นำกรีซมีขึ้นท่ามกลางข่าวลือที่ว่านายซีปราสจะลาออก หากประชาชนลงคะแนนสนับสนุนข้อเสนอของเจ้าหนี้ ที่นายซีปราสยืนกรานปฏิเสธมาโดยตลอด
ทั้งนี้ แม้ว่าผู้นำกลุ่มประเทศยุโรปจะมองว่า การลงประชามตินี้จะเป็นการผลักดันให้กรีซออกจากยูโรโซน และจะต้องกลับไปใช้เงินสกุลเดิม คือ แดร็กม่า แต่นายซีปราสยืนยันว่า เขายังต้องการให้กรีซอยู่ในยูโรโซนต่อไป
ด้านนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี ได้เรียกประชุมฉุกเฉินกับพรรคการเมืองกลุ่มต่างๆของเยอรมนี โดยระบุว่าพร้อมจะเริ่มการเจรจาใหม่กับรัฐบาลกรีซ หลังทราบผลทำประชามติแล้ว
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ของจีน กล่าวหลังการหารือกับคณะผู้นำอียูที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียมว่า จีนอยากให้กรีซเป็นสมาชิกในยูโรโซนต่อไป และเรียกร้องให้เจ้าหนี้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลกรีซให้ได้โดยเร็ว
ล่าสุด "ฟิทช์ เรตติงส์" หนึ่งในบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกจากสหรัฐ ได้ปรับลดเครดิตธนาคาร 4 แห่งในกรีซจาก "CCC" หรือ "มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการผิดนัดชำระหนี้" ลงมาอยู่ที่ระดับ "RD" หมายความว่า "มีการผิดนัดชำระหนี้ หรือยังไม่มีการแก้ไขภาระผูกพันทางการเงินอย่างจริงจัง" ขณะที่รัฐบาลกรีซมีเวลาถึงภายในเที่ยงคืนของวันที่ 30 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ในการชำระเงินกู้ 1,600 ล้านยูโร คืนให้แก่ไอเอ็มเอฟ
ซึ่งผลพวงจากวิกฤตหนี้กรีซ ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั้งในเอเชียและยุโรป ติดลบเกือบทุกประเทศ เช่นเดียวกับตลาดหุ้นในยุโรป ทั้งในอังกฤษ เยอรมนี และฝรั่งเศสที่ร่วงลงเช่นกัน นับเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดของตลาดหุ้นยุโรป นับตั้งแต่วิกฤตหนี้กรีซเมื่อปี 2011 ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลงต่ำสุดในรอบ 2 ปี