การสำรวจครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 สุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศ 77,160 ราย เพื่อนำประเด็นสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญไปสอบถามความคิดเห็นของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังการสำรวจครั้งแรกเมื่อเดือน ก.พ. และได้นำความเห็นของประชาชนไปใช้ประกอบในกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกไปแล้ว
การสำรวจได้แยกตามประเด็นสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ โดยผลสำรวจที่น่าสนใจคือ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองมีคำถามปลายเปิด 3 ข้อ
ข้อ 1 หากมีการเลือกตั้งขึ้นแล้วยังคงเกิดความขัดแย้งและความวุ่นวายขึ้น คิดว่าควรทำอย่างไร ผลสำรวจพบว่าประชาชนร้อยละ 49.1 ไม่แสดงความคิดเห็น ขณะที่ร้อยละ 50.9 แสดงความคิดเห็น โดยในส่วนที่แสดงความคิดเห็น มีข้อเสนอ 5 อันดับ คือ ตั้งรัฐบาลผสม, ให้ทหารปฏิวัติ, รัฐประหารอีก, ให้ยุบสภาแล้วจัดเลือกตั้งใหม่, ให้ออกกฎหมายบังคับอย่างเด็ดขาด, ประกาศกฎอัยการศึกใหม่ และสร้างสำนึกให้รู้รักชาติรักแผ่นดิน
ข้อ 2 มีแนวทางอย่างไรเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงดังเช่นในอดีต ผลสำรวจพบว่าประชาชนร้อยละ 59.5 ไม่แสดงความคิดเห็น ขณะที่ร้อยละ 40.5 แสดงความคิดเห็น บอกว่า ควรปลูกจิตสำนึกให้รักชาติ สามัคคีปรองดอง รณรงค์ลดความรุนแรงทางการเมือง ออกกฎหมายควบคุมล่วงหน้า ประกาศกฎอัยการศึก และหาคนกลางเข้ามาแก้ปัญหาหันหน้าพูดคุยกัน
ขณะที่ประเด็นเรื่องควรมีการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้เกี่ยวข้องกับการประท้วงทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ.2548-2557 หรือไม่ ผลสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 52.9 เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม ขณะที่ร้อยละ 43.9 ไม่เห็นด้วย และแม้ประชาชนเกินครึ่งจะยังเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมแต่ก็ถือว่าลดลงจากผลสำรวจครั้งแรกเป็นอย่างมาก เพราะในการสำรวจครั้งแรกประชาชนสนับสนุนการนิรโทษกรรมถึงร้อยละ 90.5
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเรื่องระบบผู้แทนและผู้นำการเมืองที่ดี แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐสภา และคณะรัฐมนตรี ผลสำรวจเฉพาะที่สำคัญพบว่าประชาชนร้อยละ 94.7 เห็นควรให้มีคณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม ร้อยละ 93.5 เมื่อ ส.ส.ไปเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. และร้อยละ 92.7 การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ให้ประชาชนเลือกพรรคที่ชอบได้ 1 พรรค
สำหรับประเด็นเรื่องนิติธรรม ศาล และองค์กรการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ผลสำรวจเฉพาะที่สำคัญ ได้แก่ ร้อยละ 98.1 ควรกำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาคดีของศาลให้ชัดเจนและให้เปิดเผยต่อสาธารณะ ขณะที่ร้อยละ 97.6 ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและกรรมการองค์กรตรวจสอบต่างๆ ยื่นบัญชีทรัพย์สินและเปิดเผยต่อสาธารณะ ส่วนร้อยละ 96.6 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิเข้าชื่อเสนอถอดถอนนักการเมืองและกรรมการองค์กรตรวจสอบได้