วันนี้ ( 15 ก.ค.58) ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐ แถลงว่า การบรรลุข้อตกลงครั้งนี้จะทำให้โลกปลอดภัยและมั่นคงมากขึ้น โดยอิหร่านจะต้องทำตามกติกาอย่างเคร่งครัด และการผ่อนคลายการคว่ำบาตรต่ออิหร่านจะค่อยเป็นค่อยไป โดยข้อตกลงในครั้งนี้นับเป็นชัยชนะด้านนโยบายครั้งสำคัญของนายโอบามาด้วย
ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ของอิหร่าน แถลงผ่านโทรทัศน์ว่า ข้อตกลงจะนำไปสู่การยกเลิกการคว่ำบาตรทั้งหมด พร้อมเสริมว่า ข้อตกลงฉบับนี้ได้เปิดบทใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับโลก
ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ยกย่องว่าเป็นทางเลือกอันแข็งแกร่ง เพื่อเสถียรภาพและความร่วมมือ พร้อมรับปากว่าจะทำให้ข้อตกลงนี้เป็นผล ขณะที่นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ กล่าวว่า โลกจะปลอดภัยมากขึ้น อิหร่านเองก็จะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี ที่มองว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของการทูตสากล
ส่วนที่กรุงเตหะราน ของอิหร่าน ประชาชนจำนวนมากได้ออกมาชูธงชาติ และร่วมเฉลิมฉลองให้กับความสำเร็จครั้งนี้ ซึ่งจะนำไปสู่การสิ้นสุดมาตรการคว่ำบาตรที่กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศมายาวนาน
ตัวแทนจากอิหร่านและ 6 ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐ รัสเซีย อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส และเยอรมนี ได้บรรลุข้อตกลงเรื่องนิวเคลียร์ครั้งประวัติศาสตร์แล้วเมื่อวานนี้ ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยในข้อตกลงนี้ สหรัฐ สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน แลกกับการที่อิหร่านตกลงควบคุมโครงการนิวเคลียร์ระยะยาว และจะมีการทำรายงานสรุปว่า โครงการดังกล่าวมีจุดประสงค์ด้านการทหารหรือไม่ภายในวันที่ 15 ธ.ค. นี้
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า ข้อตกลงฉบับนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงในด้านดีหรือด้านลบ