นางปาริชาต คชรัตน์ อธิบดีกรมการบินพลเรือน (บพ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมสรุปผลการตรวจสอบจากคณะองค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (FAA) เข้ามาตรวจสอบภายใต้โครงการการประเมินความปลอดภัยการบินระหว่างประเทศ (International Aviation Safety Assessment) ว่าจากการตรวจสอบภายใต้โครงการการประเมินความปลอดภัยการบินระหว่างประเทศนี้ FAA จะใช้กฎเกณฑ์และมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ตามภาคผนวกที่ 1 คือ ใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ ภาคผนวกที่ 6 คือ การปฏิบัติการบินของอากาศยาน และภาคผนวกที่ 8 คือความสมควรเดินอากาศของอากาศยาน เป็นแนวทางในการตรวจสอบโดยผลการตรวจสอบ
โดยเบื้องต้น ได้สรุปผลการตรวจให้ทราบด้วยวาจา 3 ด้าน ดังนี้
1. จำนวนบุคลากรในการตรวจสอบไม่เพียงพอ และคุณสมบัติในการตรวจสอบไม่ครบจำนวนแบบอากาศยานที่ประเทศไทยมีใช้อยู่
2. แนวทางในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ (Technical Guidance) ยังขาดรายการปฏิบัติในบางเรื่อง
3. การตรวจติดตาม (Surveillance) ไม่ครบถ้วนเป็นผลจากบุคลากรไม่เพียงพอ
หลังจากนี้ FAA จะส่งผลการตรวจสอบมาเป็นลายลักษณ์อักษร โดยในขณะนี้ไม่สามารถระบุได้ว่าจะจัดให้ประเทศไทยอยู่ในประเภทที่ 1 ได้มาตรฐานของ ICAO ในการออกใบอนุญาตและทำการกำกับดูแลสายการบิน หรืออยู่ในประเภทที่ 2 ที่ไม่ได้มาตรฐานของ ICAO ในการออกใบอนุญาตและทำการดูแลสายการบิน
อย่างไรก็ตาม หลังจากวันที่ 17 ก.ค. 58 ใช้เวลาอีกประมาณ 65 วัน FAA จะส่งทีมมาติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องของประเทศไทย และหลังจากนั้นอีกประมาณ 1 เดือน FAA จึงสามารถจะแจ้งอย่างเป็นทางการได้ว่าประเทศไทยจะอยู่ในประเภทที่ 1 หรือ ประเภทที่ 2 ในส่วนของกรมการบินพลเรือนจะเริ่มดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องทันทีและจะแจ้งผลความคืบหน้าในการแก้ไขให้ FAA ทราบเป็นระยะๆ