ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างพระกับสีกาที่ปรากฏในฉากหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องอาบัติเป็นหนึ่งใน 4 สาเหตุ ที่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดีทัศน์ระบุว่า สาระสำคัญของเรื่องจะนำความเสื่อมเสียมาสู่ศาสนา ซึ่งมติ 4 ต่อ 2 เสียง ห้ามไม่ให้มีการเผยแพร่ภาพยนตร์เรื่องนี้ในราชอาณาจักร
นายอนันต์ ชูโชติ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า เรื่องศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งกรอบแนวคิดในการสร้างภาพยนตร์ ไม่ควรนำด้านมืดของศาสนามานำเสนอ ทั้งภาพสามเณรเสพของมึนเมา สามเณรใช้ความรุนแรง และการแสดงความไม่เคารพต่อพระพุทธรูป เพราะเชื่อว่ามีผลต่อวิจารณญานในการแยกแยะของผู้ชม
ขณะที่นายคมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยศิลปากร เชื่อว่าภาพยนตร์คือสิ่งที่ช่วยสะท้อนบริบทสังคม การเมือง และศาสนาผ่านศิลปะ ซึ่งการปกป้องศาสนาด้วยการปิดบังแง่มุมด้านลบหรือสั่งแบนภาพยนตร์ในขณะที่มีการจัดเรตภาพยนตร์อยู่แล้ว เท่ากับเป็นการดูถูกสติปัญญาและวิจารณญานของผู้ชม
นายคมกฤช กล่าวว่า การสั่งแบนภาพยนตร์ที่ขัดต่อศาสนา นอกจากจะเป็นการปกป้องสถาบันในทางผิด ยังเป็นการฉุดรั้งความก้าวหน้าของวงการภาพยนตร์ไทยที่ไม่สามารถสร้างเนื้อหาที่แตะประเด็นล่อแหลมได้เหมือนนานาชาติ
ทั้งนี้ภาพยนตร์เรื่องอาบัติ จะกลายเป็นหนึ่งภาพยนตร์เรื่องที่ 6 ต่อจาก แสงศตวรรษเชคสเปียร์ต้องตาย Insects in the Backyard และคนกราบหมาที่โดนห้ามฉายในราชอาณาจักรไทย และเป็นที่แน่ชัดว่า 15 ตุลาคมวันกำหนดเข้าฉายคนไทยไม่ได้ชมภาพยนต์เรื่องนี้ ซึ่งจะต้องคิดตามความเคลื่อนไหวต่อไปว่า ท้ายที่สุดผู้สร้างจะมีการยื่นอุธรณ์คำสั่ง หรือตัดทอนเนื้อหาบางส่วนเพื่อออกฉายเหมือนภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ หรือไม่