ย้อนให้เห็นสภาพปัญหาโดยสรุปตลอด 4 วัน ที่เข้มข่าวค่ำติดตามมาโดยตลอด
ข้อมูลชุดหนึ่งที่น่าสังเกตมาก คือ ตัวเลขของผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในประเทศไทย ถ้าย้อนกลับไปดูในปี 2547 ช่วงแรกของการประกาศสงครามยาเสพติด มีคนกลุ่มนี้อยู่ประมาณ 5.5 แสนคน แต่หากไปดูอีกทีในปี 2555 หรือ 8 ปีต่อมา ตัวเลขคนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว 1.6 ล้านคน และเป็น 1.8 ล้านคนในปีที่ผ่านมา (2557)
ภาพสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเรือนจำเมื่อคนกลุ่มนี้ถูกกวาดต้อนและนำไปคุมขังไว้ ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มขัน ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ในเรือนนอนของเรือนจำจังหวัดนนทบุรี ห้องกว้างประมาณ 4 คูณ 4 เมตร ต้องรองรับนักโทษให้ได้ 25 คน ทำให้ต้องอยู่ในสภาพที่แออัด ขณะที่เจ้าหน้าที่เรือนจำหรือผู้คุม 1 คน ต้องดูแลนักโทษถึง 50 คน ทั้งตามมาตรฐานของสหประชาชาติกำหนดให้ผู้คุม 1 คน ดูแลนักโทษเพียง 5 คนเท่านั้น
ไม่ต่างจากสถานการณ์ในเรือนจำทั่วประเทศ ถ้าดูข้อมูลเฉพาะเพียงแค่สิ้นปี 2557 ไม่นับปีนี้ที่เพิ่มขึ้น เรือนจำทั่วประเทศมีผู้ต้องขังกว่า 2.8 แสนคน ทั้งที่มีศักยภาพเต็มที่อยู่จุได้เพียงราว 1.1 แสนคนเท่านั้น และยิ่งชัดเจนเมื่อในจำนวนนี้ กว่าร้อย 70 เป็นนักโทษที่มีคดีสืบเนื่องกับยาเสพติด
ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนคนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดกว่า 2 เท่า กับ ตัวเลขนักโทษคดียาเสพติดที่พุ่งสูงตามไปด้วย จนทำให้เรือนจำไม่เพียงพอรองรับ คงเป็นสถานการณ์ที่ชัดเจนที่สุดที่สามารถชี้วัดได้ว่า การทำสงครามกับยาเสพติดด้วยการจับกุมบังคับใช้กฎหมายเต็มที่ ในช่วงกว่า 10 ที่ผ่านมา "ล้มเหลว" อย่างสิ้นเชิง
"บำบัดผู้เสพ" ยุทธศาสตร์ครั้งใหม่สู้ยาเสพติด
ความล้มเหลวสิ้นเชิงอย่างที่เกิดขึ้น ถือว่าสะเทือนทั้งคนและหน่วยงานที่มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จนทำให้คนในวงการยุติธรรมต้องมาทบทวนว่ายังปล่อยให้สถานการณ์เดินหน้าไปเช่นนี้ได้หรือไม่
จนกระทั่งมีการแก้ปัญหาโดยการสร้างประมวลกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง ที่มีใจความสำคัญ "เว้น" โทษผู้เสพ และ "ลด" ผู้ค้ารายย่อยโดยจะนำวิธีการรักษาบำบัดมาใช้แทน เนื่องจากวิธีการนี้มีความสำเร็จเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม แม้จะอยู่ในวงจำกัด
แม้จะไม่เคยทำมาก่อน แต่ผู้บำบัดกลุ่มคนนี้สามารถใช้เครื่องมือช่าง ติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญานดาวเทียมได้สำเร็จ ทั้งที่ฝึกไม่นาน
ลานกว้างภายในวัด ถ้ำแก้ว จังหวัดเพรชบุรี ถูกเปลี่ยนเป็นสถานที่ฝึกอาชีพ สำหรับผู้บำบัดยาเสพติด ในโครงการค่ายศูนย์ขวัญแผ่นดิน ทั้งหมดอยู่ในการควบคุมของทหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านป้องการและปราบปรามยาเสพติด มีเป้าหมายสร้างอาชีพ เพื่อไม่ให้คนกลุ่มนี้หวนกลับมาสู่วงจรเดิม
การรวมกลุ่มลักษณะนี้เกิดขึ้นทุกเช้า นักจิตวิทยาเปิดโอกาสให้แต่ละคน เล่าประสบการณ์ด้านยาเสพติด เพราะเชื่อว่ากระบวนการนี้ จะทำให้ทุกคนเปลี่ยนทัศนคติ
กว่า 500 คน 7 รุ่น ของผู้เสพที่ผ่านการบำบัดที่นี่ มีเพียงร้อยละ 5 ที่กลับมาซ้ำและไม่หลุดจากวังวนของคนติดยา โดยผู้บำบัดในนี้ ทั้งหมด เข้ารักษาด้วยระบบสมัครใจ และกึ่งสมัครใจ เพราะยังไม่ถูกดำเนินคดี ต่างจากผู้เสพยาที่ถูกจับกุม กว่าพวกเขาจะเข้าสู่กระบวนการบำบัด ต้องใช้เวลานานหลายปี ตามโทษที่พวกเขาได้รับ
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับระบบการบำบัดลักษณะนี้ ทำให้คนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายป้องกันและปราบปรามยาเสพติด มีแนวคิดปรับปรุงกฎหมายเว้นโทษกับผู้เสพยาทุกชนิด และใช้การบำบัดรักษาเป็นมาแทนที่การกำหนดบทลงโทษคุมขังเพียงอย่างเดียว
"เว้นโทษ" ผู้เสพ "ลดโทษ" ผู้ค้ารายย่อย เดิมพันครั้งใหม่
ถือว่าเป็นการ "พลิกโฉม" กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดครั้งใหญ่ เมื่อวงการยุติธรรมต่างเห็นพ้องที่จะเดินไปในทิศทางนี้การวางระบบให้ผู้เสพในฐานะผู้ป่วยไหลเข้าสู่การบำบัดรักษาแทนการคุมขัง จำเป็นต้องแก้ไขกกฎหมายเดิม และวิธีการที่เลือกใช้และกำลังจะเกิดขึ้นคือ การนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติด 7 ฉบับในปัจจุบันมารวมเป็น "ประมวลกฎหมายยาเสพติด" ฉบับเดียว
หัวใจหลักของการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งนี้ คือ การเว้นโทษ หรือ พูดชัดๆ คือไม่เอาผิดกับผู้เสพ และลดความรุนแรงของโทษที่จะเอาผิดกับกลุ่มผู้ค้ารายย่อย โดยจะนำคน 2 กลุ่มนี้เข้าสู่ระบบบำบัด ส่วนบทลงโทษที่หนักจะไว้ใช้กับกลุ่มผู้ผลิตหรือผู้ค้ารายใหญ่เท่านั้น
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราจะอธิบายโดยจำแนกผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพคิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามแนวคิดของประมวลกฎหมายฉบับนี้ กลุ่มแรก คือ ผู้เสพที่ความผิดยังไม่ปรากฎหรือยังไม่ถูกจับกุม กลุ่มนี้ถ้าต้องการกลับตัว สามารถเดินไปสารภาพกับเจ้าหน้าที่ได้เลยโดยที่จะไม่ถูกดำเนินคดี แต่ต้องแลกกับการเข้าบำบัดรักษาให้สำเร็จด้วยความสมัครใจ
อีกกลุ่ม คือ กลุ่มที่มีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าเสพและครอบครอง กลุ่มนี้จะมีการตั้งศูนย์คัดกรองตรวจพิสูจน์ หากไม่พบก็จะปล่อยตัว แต่หากพบและยินยอมบำบัดก็จะส่งตัวไปยังสถานพยาบาลและสถานฟื้นฟู และถ้าบำบัดสำเร็จก็จะพ้นจากการถูกดำเนินคดี และถ้าไปยินยอมก็จะส่งให้พนักงานสอบสวน ทำสำนวนแบบย่อเป็นหลักฐานไว้ และที่สำคัญพนักงานสอบสวนจะไม่ส่งไปคุมขังหรือฝากตัวที่เรือนจำ แต่จะส่งไปที่ศูนย์แรกรับที่จะจัดตั้งขึ้นจังหวัดละ 1 แห่ง ดูแลพฤติกรรมเพื่อสร้างความพร้อมก่อนส่งตัวไปบำบัด
และสำหรับกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสพ จำหน่าย ครอบครอง ที่มีโทษจำคุก 4 ปี หรือ ไม่เกิน 4 ปี กลุ่มนี้พนักงานสอบสวนจะต้องทำความเข้าใจขั้นตอน เพราะจะมีบทบาทสำคัญใน 2 ส่วน คือ ส่วนของการส่งตัวผู้ต้องหาก็จะส่งไปให้ศาลสั่งควบคุมตัว 15 – 45 วัน ในสถานควบคุมตัวชั่วคราวที่จะมีการกำหนดอีกครั้ง และศูนย์นี้คัดแยกผู้เสพไปให้อนุกรรมการฟื้นฟู เพื่อส่งตัวไปยังศูนย์บำบัดรักษา ส่วนในแง่ของคดีก็จะส่งไปตามขั้นตอนของอัยการและศาล แต่มีเงื่อนไขอยู่ที่ว่าจะไม่นำไปคุมขังในเรือนจำ หากผลหารบำบัดเป็นที่พอใจ ในส่วนนี้ อัยการจะมีอำนาจ สั่งชะลอฟ้อง ยุติคดี หรือ หามาตรอื่นแทนการคุมขังมาลงโทษแทน
สุดท้ายคือกลุ่มที่มีโทษความผิดเกิน 4 ปี กลุ่มนี้จะถูกดำเนินคดีตามขั้นตอนปกติ ผ่านอัยการ ศาล และส่งเข้าเรือนจำ แต่จะมีการเพิ่มศักยภาพของเรือนจำให้มามีบทบาทในการช่วยบำบัดฟื้นฟูได้เข้มข้นและคล่องตัวกว่าที่เป็นอยู่
หากเป็นไปตามนี้ หมายถึงว่าจะต้องสร้างกลไกใหม่มารองรับมากมาย โดยเฉพาะความพร้อมของศูนย์หรือสถานพยาบาลที่จะมารองรับการรักษาและบำบัดฟื้นฟู ซึ่งกระทรวงยุติธรรมยอมรับว่าเป็นความท้าทายที่จะต้องสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น ท่ามกลางภาวะปัจจุบันที่ยังไม่มีความพร้อม และที่ยากกว่า คือ การทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ในกระบวนการและสังคมโดยรวมให้มีความเข้าใจร่วมกัน ถึงเหตุผลที่จะไม่เอาผิดกับผู้เสพยาอีกต่อไป
สำหรับประมวลกฎหมายยาเสพติด คาดว่ากระทรวงยุติธรรมจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ภายในเดือน ต.ค.58 นี้ ยังไม่มีทั้งหลักประกันว่าคณะรัฐมนตรีจะเห็นชอบ รวมถึงสิ่งที่จะการันตีความสำเร็จของการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดครั้งนี้จากการพลิกโฉมกฎหมายครั้งนี้ เพียงแต่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่คนในวงการยุติธรรมรับรู้กันดีว่า ถ้าไม่ขยับหรือปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การทำสงครามกับยาเสพติด ก็อาจจะมีผลลัพท์ไม่ต่างจากที่เป็นอยู่