ผลสำรวจพฤติกรรการดูแลตนเองเมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อยของประชาชนในเขต กทม.จำนวน 8,028 ครัวเรือน หรือกว่า 30,000 คน จัดทำโดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2553 พบว่ากลุ่มตัวอย่างถึง ร้อยละ 72.8 เลือกวิธีซื้อยากินเองจากร้านยา เนื่องจากเข้าถึงได้ง่ายและสะดวก เพราะมีร้านยากว่า 15,000 แห่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ โดยบางแห่งตั้งอยู่พื้นที่ซึ่งไม่มีหน่วยบริการ และเปิดให้บริการตั้งแต่ 09.00-20.00 น. ต่างจากหน่วยบริการภาครัฐ ที่เปิดให้บริการเฉพาะในเวลาราชการ ส่งผลให้เกิดปัญหาการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพของผู้ป่วยเท่านั้น แต่ในระยะยาวยังก่อให้เกิดปัญหาดื้อยา ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขในภาพรวมด้วย
นพ.ชูชัย ศรชำนิ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวต่อว่า ขณะนี้ สปสช. ร่วมกับสำนักสภาเภสัชกรรม สมาคมเภสัชชุมชน (ประเทศไทย) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต่อยอดงานบริการร้านยาคุณภาพ เพื่อขยายบริการใกล้บ้านใกล้ใจ จัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี คือ ในปี 2559-2561 โดยตั้งเป้าให้มีร้านยาคุณภาพ เข้าร่วมโครงการกับ สปสช.เพิ่มเติม ให้ได้ ร้อยละ 70 ของร้านยาคุณภาพที่ขึ้นทะเบียนกับสภาเภสัชกรรม หรือประมาณ 700 แห่ง ครอบคลุมในจังหวัดต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเขตเมือง
โดยร้านยาคุณภาพที่เข้าร่วมโครงการ จะมีการดำเนินงานใน 4 กิจกรรมพื้นฐานหลัก คือ 1.การคัดกรองเบื้องต้นเพื่อดูความเสี่ยงต่อโรคและให้คำแนะนำการเข้ารับบริการต่อยังหน่วยบริการรักษาพยาบาล 2.การจัดการเรื่องยา โดยให้คำแนะนำการใช้ยาที่ถูกต้องและเหมาะสม 3.การปรับพฤติกรรมเสพบุหรี่ ให้คำปรึกษาการอดและเลิกบุหรี่ และ 4.การให้ข้อมูลสิทธิประโยชน์ระบบหลักประกันสุขภาพให้กับประชาชน เพื่อให้เข้าถึงการรักษาพยาบาล
ทั้งนี้ ร้านยาคุณภาพจะมีเภสัชกรให้คำปรึกษาตลอดเวลาทำการ ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้การตอบรับที่ดีทั้งจากร้านยาคุณภาพ โรงพยาบาล และประชาชนผู้รับบริการ นอกจากช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น และสร้างความปลอดภัยด้านยาให้กับประชาชนแล้ว ยังประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาล ช่วยลดความแออัดผู้ป่วยและลดภาระงานเภสัชกรในโรงพยาบาลลงด้วย