หากดูจากความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในรายงานของคุณปรารถนา ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งในแง่การยุติข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างชุมชนกับชุมชน หรือ ชุมชนกับพอช. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้เห็นสถานการณ์นี้ชัดเจนขึ้น เราจะอธิบายผ่านลักษณะความเป็นอยู่จริงในชุมชนลักษณะนี้
อย่างเช่นพื้นที่ของชุมชนที่มีปัญหาคือชุมชนก้าวหน้า ที่นี่มีเนื้อที่ราว 14 ไร่ ต้องรองรับผู้อยู่อาศัย 269 ครัวเรือน ชัดเจนว่า สภาพความเป็นอยู่ค่องข้างมีคความแออัด นั่นหมายถึงทรัพยากรต่างๆที่ พอช. จะต้องไปกำกับดูแลและบริหารจัดการในการใช้โครงการบ้านมั่นคงจัดระเบียบชุมชนริมคลอง ก็มีจำกัดตามไปด้วย
ในฐานะพอช. ก็อาจไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากความพยายามทำความเข้าใจว่า การจัดระเบียบชุมชนใหม่เพื่อย้ายบ้านริมขึ้นไปอยู่บนฝั่งในชุมชนเดิม น่าจะป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะการพัฒนาชุมชนจะดีได้ คนในชุมชนต้องอยู่ร่วมกัน ซึ่งประชาชนบางส่วนต้องยอมเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ชุมชนก็ดูเหมือนจะรู้ดีและมีความพยายามเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นทางเลือกอื่นๆ แต่อาจจะอยู่นอกอำนาจที่พอช. เช่นการปรับแบบของเขื่อนคอนกรีตกันน้ำท่วม เพื่อให้เข้าใจ หากอธิบายผ่านสภาพของชุมชนก้าวหน้า เขื่อนที่มีออกแบบมาและระบุว่าจะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ กำหนดระยะความกว้างของคลอง ซึ่งหมายถึงความห่างของเขื่อน 2 ฝั่ง ไว้ที่ 38 เมตร ส่งผลให้มีบ้านกว่า 90 หลังคาเรือนต้องถูกย้ายขึ้นไปอยู่รวมกับชุมชนบนฝั่ง
ด้วยเหตุนี้ เชาวชุมชนก้าวหน้าจึง เสนอว่า พอจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะลดแนวเขื่อนลงจาก 38 เมตร ให้เหลือราว 25 เมตร ซึ่งอาจจะช่วยลดความแออัดและสามารถทำความเข้าใจกับชุมชนได้ง่ายขึ้น
ข้อเสนอของชาวบ้านเหล่านี้มีความเป็นไปได้หรือไม่ อาจจะเกินอำนาจของพอช.ที่กำลังเป็นคู่กรณีและรับมือกับชาวบ้าน เพราะชัดเจนว่า การลดความกว้างของแนวระบายน้ำ จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งนโยบายสำคัญของประเทศและกรุงเทพฯ