​ประเทศไทย.. หมอขาดแคลน (ตอนที่2) .. เร่งผลิตหมอเชิงปริมาณ กระทบคุณภาพ ? ..

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ความไม่สมดุลระหว่างจำนวนแพทย์กับประชากรในประเทศไทย หากมองอย่างลึกซึ้งจะพบว่าภายใต้ปัญหาใหญ่นี้ ยังมีอีกหลายประเด็นย่อยที่เชื่อมโยงกันอยู่ ความเห็นจากผู้คลุกคลีในวงการแพทย์และสาธารณสุข ต่างสะท้อนออกมาในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือปัญหาความขาดแคลนแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทย ด้านหนึ่งแม้จะเป็นผลจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณ เนื่องจากการผลิตแพทย์นั้นใช้งบประมาณค่อนข้างสูง แต่ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า ระบบการกระจายตัวแพทย์เองก็ยังมีปัญหา ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยจำนวนแพทย์ต่อประชากรในเมืองใหญ่ มาก



ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ แม้หลายภาคส่วนโดยเฉพาะโรงเรียนแพทย์ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการผลิตแพทย์เข้าสู่ระบบ จะเร่งมาตรการหลายๆ ด้าน เพื่อผลิตแพทย์ให้เพียงพอต่อความต้องการ แต่ทว่าการเพิ่มจำนวนนักศึกษาแพทย์ในเชิงปริมาณนั้น ได้นำมาซึ่งคำถามที่ว่าการเร่งผลิตแพทย์ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพมาตรฐานหรือไม่ ?



"นอกจากข้อจำกัดในด้านงบประมาณแล้ว จำนวนเคสผู้ป่วยที่ไม่เพียงพอต่อการฝึกปฏิบัติ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ทำให้ในแต่ละปี โรงเรียนแพทย์แต่ละแห่งไม่สามารถเพิ่มจำนวนนักเรียนได้มากนัก เพราะสิ่งสำคัญของการเรียนแพทย์นั้น นอกจากความรู้ด้านวิชาการแล้ว ยังต้องอาศัยการฝึกฝนปฏิบัติด้านทักษะหัตถการด้วย เมื่อไปตรวจรักษาจริงจะช่วยให้สามารถวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องแม่นยำ" ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.วรพล อร่ามรัศมีกุล อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ชี้ถึงอีกหนึ่งข้อจำกัดที่ทำให้การผลิตแพทย์ ไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้มากนักในแต่ละปี


อาจารย์หมอวรพล อธิบายต่อไปว่า สำหรับประเด็นด้านงบประมาณค่าใช้จ่ายในการเรียนแพทย์ จริงๆ แล้วในแต่ละปีแต่ละโรงเรียนแพทย์จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลส่วนหนึ่ง ซึ่งสามารถช่วยให้โรงเรียนแพทย์นำไปต่อยอดหลักสูตรการเรียนการสอนให้ดีขึ้น แต่หากถามว่าเพียงพอหรือไม่ ต้องตอบว่ายังไม่พอ เมื่อประกอบกับการขาดแคลนบุคลากรด้านอื่นๆ จึงทำให้โรงเรียนแพทย์หลายที่ไม่สามารถขยายชั้นเรียนได้ แต่เพื่อเพิ่มจำนวนแพทย์ให้เพียงพอกับความต้องการ ช่วงหลังทุกหน่วยงาน จึงเพิ่มปริมาณการผลิตแพทย์ในทุกช่องทาง


ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงคุณภาพของบัณฑิตแพทย์รุ่นใหม่ ซึ่งในประเด็นนี้ต้องขอเรียนว่า บัณฑิตแพทย์ทุกคนในประเทศไทย ล้วนจบออกมาด้วยมาตรฐานระดับสากล เพราะในทางปฏิบัติกว่าที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง จะสามารถเปิดสอนคณะแพทยศาสตร์ได้ จะต้องผ่านการตรวจมาตรฐานจากกระทรวงศึกษาธิการ และถูกตรวจควบคุมคุณภาพจากหน่วยงานวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันแพทยสภาใช้เกณฑ์มาตรฐานของ องค์กรสากลที่รับรองมาตรฐานหลักสูตรแพทย์ทั่วโลก (World Federation for Medical Education: WFME) ตรวจประเมินโรงเรียนแพทย์ทุกแห่งในประเทศไทย


"นอกจากกระบวนการควบคุมมาตรฐานเชิงระบบแล้ว การคัดเลือกเด็กนักเรียนที่เข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ ก็มีกระบวนการสอบคัดเลือก เมื่อเรียนจริงแต่ละหลักสูตรก็จะมีการสอบวัดผล โดยกำหนดเป็นเกณฑ์ว่านักศึกษาจะต้องผ่านอะไรบ้าง ถึงจะสามารถรับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต ไม่เพียงเท่านั้นบัณฑิตแพทย์ยังต้องสอบมาตรฐานกลาง จากแพทยสภาเพื่อวัดคุณภาพ ว่าสิ่งที่เรียนมาได้มาตรฐานตามข้อกำหนดหรือไม่ หากสอบผ่านจึงจะได้รับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม แต่ถ้าสอบไม่ผ่านก็ไม่มีสิทธิปฏิบัติงานเป็นแพทย์ได้" ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.วรพล ย้ำ



เช่นเดียวกับ รองศาสตราจารย์ พญ.อรพรรณ โพชนุกูล หัวหน้าหน่วยโรคภูมิแพ้ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า แม้ปัจจุบันการเปิดรับนักศึกษาแพทย์จะเพิ่มมากขึ้น แต่มาตรฐานการเรียนการสอนยังคงเดิม เพราะมาตรฐานการเรียนแพทย์นั้น มีสภาวิชาชีพคอยควบคุมดูแลอยู่ ที่สำคัญคือลักษณะการเรียนการสอนเป็นแบบกลุ่มเล็กๆ โดยเน้นฝึกทักษะข้างเตียง ฝึกปฏิบัติทางคลินิกแบบกลุ่มย่อย ทำให้นักเรียนทุกคนได้รับการสอนที่ทั่วถึง เป็นไปในมาตรฐานและทิศทางเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับความเห็นส่วนตัว มองว่าจริงๆ แล้ว คนที่เรียนแพทย์อาจไม่ต้องเป็นคนที่เรียนเก่งมาก แต่ต้องเป็นคนที่มีความขยันและรับผิดชอบสูง ซึ่งโดยปกติแล้วคนที่เลือกเรียนแพทย์ มักจะมีความตั้งใจและมุ่งมั่นเป็นทุนอยู่แล้ว


"การเรียนแพทย์ไม่ได้หมายความว่า เรียน 6 ปี จบแล้วจบเลย แต่สิ่งสำคัญคือต้องปลูกฝั่งตั้งแต่แรก ให้บัณฑิตที่จบออกมามีความตั้งใจและมุ่งมั่น เพื่อสังคมและประเทศชาติอย่างแท้จริง ดังนั้น ความยากจึงอยู่ที่จะปั้นคนอย่างไร ให้จบออกมาแล้วเป็นแพทย์ที่ดี ขณะที่การสอบผ่านเข้ามาเรียนแพทย์ได้นั้น แม้จะไม่ใช่เรื่องที่ง่ายมากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น" อาจารย์หมออรพรรณ บอกกับเรา



สอดคล้องกับ นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา ที่ระบุว่า การจะเปิดคณะแพทยศาสตร์ต้องผ่านการตรวจสอบความพร้อม และการควบคุมคุณภาพเป็นระยะจากแพทยสภา ไม่เพียงเท่านั้นก่อนจะได้รับใบประกอบวิชาชีพ บัณฑิตแพทย์ทุกคนจะต้องสอบให้ผ่านมาตรฐานกลาง ถึงจะมีสิทธิไปปฏิบัติหน้าที่ตามโรงพยาบาลต่างๆ ได้ โดยปัจจุบันโรงเรียนแพทย์ในประเทศไทย แบ่งออกตามสังกัด คือ 1.กระทรวงศึกษาธิการ แยกย่อยเป็นมหาวิทยาลัยรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชน 2.กระทรวงสาธารณสุข 3.กองทัพบก และ 4.กรุงเทพมหานคร ซึ่งในภาพรวมแม้จะมีหลายต้นสังกัด แต่มาตรฐานการผลิตแพทย์ของแต่ละที่นั้น ไม่ได้แตกต่างกันอย่างที่หลายคนเป็นกังวล เนื่องจากทุกแห่งอยู่ภายใต้ระบบการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด


อย่างไรก็ตาม แม้กระบวนการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด จะสามารถช่วยให้การผลิตแพทย์เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด แต่เนื่องจากปัจจุบันกระบวนการรับนักศึกษาแพทย์ ได้เปิดโอกาสนักเรียนที่มีมุ่งมั่นตั้งใจเข้ามาศึกษาได้มากขึ้น นอกจากการรับผ่านระบบรับตรงโดยและการสอบแข่งขัน ยังมีการรับนักศึกษาแพทย์ผ่านโครงการพิเศษอื่นๆ ด้วย การเปิดรับที่เพิ่มมากขึ้นเช่นนี้ นายกแพทยสภา ยอมรับว่า ย่อมส่งผลกระทบทำให้คุณภาพของบัณฑิต ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหานี้เกิดขึ้นแล้วที่ประเทศอินเดีย เพราะที่ผ่านมาเขาเร่งผลิตแพทย์จนล้น เมื่อในประเทศไม่มีงานทำก็พยายามจะส่งมายังประเทศไทย ผ่านโครงการความร่วมมือด้านต่างๆ แต่ประเทศไทยไม่ได้รับเข้ามา เนื่องจากมีปัญหาด้านคุณภาพของบัณฑิต


"ปัจจุบันเราเปิดโอกาสให้เด็กเข้ามาเรียนแพทย์ได้มากขึ้น เหตุผลสำคัญคือการเพิ่มปริมาณให้เพียงพอต่อจำนวนประชากร ดังนั้น ในแง่ของการคัดเลือกเด็กจึงขยายโอกาสมากขึ้น จากเดิมที่คัดเฉพาะเด็กที่เก่งระดับหัวกระทิ ก็เปิดกว้างมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่เรียนเก่งรองลงมา จะปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ได้ไม่ดี เท่าเด็กที่เรียนเก่งที่หนึ่งของชั้น เนื่องจากกระบวนการเรียนการสอนทางการแพทย์นั้น มีทั้งข้อมูลวิชาการที่ต้องอาศัยความเข้าใจและการท่องจำ ควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติจริง เมื่อเรียนจบออกมาแล้วจึงมั่นใจได้ว่า บัณฑิตแพทย์แต่ละคนมีความสามารถใกล้เคียงกัน" นพ.สมศักดิ์ ยืนยัน



ไม่ต่างกับ ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่มองว่า แม้การคัดเลือกนักศึกษาแพทย์ในปัจจุบัน จะเปิดที่นั่งให้เด็กที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจเข้าไปเรียนมากขึ้น แต่ในแง่ของคุณภาพของบัณฑิตหลังจากจบการศึกษา ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานตามข้อกำหนดที่วางไว้ ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากแพทย์ยุคเก่า ที่ถูกคัดเลือกเข้ามาด้วยความเก่งระดับหัวกระทิ เพียงแต่ว่าในแง่ของการตรวจรักษาอาจต่างกันเล็กน้อย เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีและวิทยาการทางการแพทย์ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจวินิจฉัย แพทย์ยุคใหม่จึงอาจพึ่งเครื่องมือมากขึ้น เพื่อให้การตรวจรักษาเป็นไปตามระบบป้องกันข้อผิดพลาด ดังนั้น ด้วยรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากอดีต จึงอาจพูดได้ว่าคุณภาพของแพทย์ในยุคปัจจุบันลดลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ลดลงมากจนส่งผลกระทบหรือไม่สามารถยอมรับได้


"ส่วนตัวผมไม่ได้กังวลว่าความเก่งของหมอในยุคปัจจุบัน จะสู้หมอยุคเก่าไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เคสที่ป่วยหนักและเป็นโรคที่รักษายาก และจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูง ผลที่ออกมาก็ไม่แตกต่างกัน ที่สำคัญอย่าลืมว่าปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์นั้นดีขึ้นมาก ซึ่งในทางปฏิบัติวิทยากรเหล่านี้ ได้เข้ามาช่วยให้กระบวนการรักษา ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในเวลาเดียวกัน" ดร.วิโรจน์ ขยายความให้เราได้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น


ผู้อำนวยการด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข บอกด้วยว่า จริงๆ แล้ว คุณภาพและมาตรฐานของบัณฑิตแพทย์ ไม่มีคำจำกัดความตายตัว เนื่องจากรูปแบบการรักษาผู้ป่วยแต่ละโรคนั้นแตกต่างกัน ซึ่งหากแพทย์ทำตามแนวทางข้อกำหนดการรักษาครบถ้วนแล้ว ในทางปฏิบัติก็ถือว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้


"ในความเป็นจริงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเก่งย่อมมีผลต่อประสิทธิภาพการรักษา แต่เนื่องจากการเรียนหมอต้องอาศัยทักษะที่หลากหลาย มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝน ดังนั้น เมื่อออกมาปฏิบัติงานจริงจึงไม่ได้หมายความว่านักศึกษาที่เรียนเก่ง จะรักษาคนไข้ได้เก่งกว่า แต่ถ้าพูดให้ชัดก็คืออาจต้องเลือกว่า ถ้าจะเอานักเรียนแพทย์ที่เก่งที่สุด แต่ว่าสามารถผลิตหมอได้แค่ 500 คนต่อปี กับให้คนที่เก่งรองลงมาได้เข้ามาเรียนด้วย แล้วได้หมอปีละเกือบ 3,000 คน เราจะเลือกอะไร" ดร.วิโรจน์ ทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจ



Content : สุริยัน ปัญญาไว

Producer/Editing: บุญญานันท์ คำโพธิ์ทอง

Photo : ทวีชัย จันทะวงค์

Photo : สมศักดิ์ เนตรทอง




อ่าน ประเทศไทย.. หมอขาดแคลน (ตอนที่1) .. หมอกี่คน ? ถึงจะพอ ..

http://www.pptvhd36.com/news/19405


วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ