ศาลฎีกา อ่านคำพิพากษายกฟ้อง คดีที่นายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความนักสิทธิมนุษยชน หายตัวไปอย่างลึกลับ เมื่อ 11 ปีที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าพยานที่โจทก์เบิกความ ไม่น่าเชื่อถือ และเอกสารแผนผังการใช้โทรศัพท์มือถือ75 ครั้ง ของจำเลยทั้ง 5 ไม่สมบูรณ์ แม้จะสามารถระบุว่า สัญญาณโทรศัพท์ของจำเลย อยู่ในพิกัดเดียวกับนายสมชาย ตลอดเวลาจนนายสมชายหายตัวไป แต่เพราะเป็นเพียงสำเนาเอกสาร และไม่มีการเซ็นรับรองจากบริษัทที่ให้บริการ ทำให้เอกสารนี้ไม่สมบูรณ์
อีกประเด็นสำคัญที่นางสาวอังคณา นีละไพจิตร ยื่นฎีกาในคดีนี้ คือการขอให้ตัวเองและลูกสาวเป็นโจทก์หรือผู้เสียหายร่วมในคดี โดยศาลฎีกาในพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์คือไม่รับนางสาวอังคณาและลูกสาวเป็นโจทก์ร่วม โดยมีเหตุผลสำคัญว่า สถานะของทนายสมชายยังไม่ใช่ผู้เสียชีวิตที่เป็นเงื่อนไขให้ครอบครัวเป็นโจทก์และผู้เสียหายร่วมได้ ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่นางอังคณา มองว่าคือช่องโหว่ของกฎหมายไทยที่ยังไม่คุ้มครองผู้เสียหายในคดีอุ้มหาย
สำหรับคดีอุ้มนายสมชายเกิดขึ้นเมื่อ 11 ปีที่แล้ว คือเมื่อวันที่ 16 มี.ค.2547 เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ของทนายสมชาย ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่เชื่อได้ว่า นายสมชาย หายตัวไป และได้ข้อมูลจากพยานว่าหลังพบ นายสมชายครั้งสุดท้าย พบพร้อมกับกลุ่มคนประมาณ 5-6 คน อยู่กับนายสมชายในวันเกิดเหตุ
ทั้งนี้แม้ผลการต้ดสินจะถือเป็นที่สิ้นสุด และถือเป็นบทเรียนการตัดสินคดีเกี่ยวกับการอุ้มหาย แต่ผลของคดีนี้ทำให้ต้องจับตา คือการแก้ไขกฏหมายที่เป็นช่องโหว่ โดยเฉพาะ กรณีที่กฎหมายไทยระบุว่า การอุ้มฆ่า หรือ การฆาตกรรม ต้องมีศพหลักฐานยืนยัน ขณะที่นานาประเทศมองว่าการอุ้มฆ่า หรือฆาตกรรม อาจเป็นเหตุให้ไม่พบศพ ซึ่งเมื่อหลายปีก่อนคดีของนายสมชาย ทำให้ไทยร่วมเซ็นอนุสัญญาว่าด้วยการถูกบังคับให้สูญหาย ร่วมกับนานาประเทศ ซึ่งมีผลให้ไทยต้องแก้กฎหมายในประเทศ แต่จนถึงขณะนี้กฎหมายดังกล่าวก็ย้งไม่ถูกแก้ไข
นอกจากนี้ นางอังคณา ยังยอมรับว่าการต่อสู่ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องยากลำบาก เพราะคู่กรณีในคดีเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการชั้นสอบสวน
แม้การต่อสู้ทางคดีความจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่การเดินหน้าแก้ปัญหาช่องโหว่ของกฏหมายเรื่องการถูกอุ้มฆ่า ภายใต้อนุสัญญากับนานาชาติ คงต้องติดตามต่อไป เพราะบทบาทของนางอังคณา นีละไพจิตร ในวันนี้ไม่ใช่แค่เพียงหนึ่งในครอบครัวผู้สูญเสีย แต่ยังเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วย