นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 9 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ในวาระพิจารณาร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2568-2570 ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 โดยมี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม
นางอังคณาอภิปรายว่า นโยบายฉบับปี 2568-2570 มีความสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลที่น้อมนำหลักเข้าใจ เข้าถึง พัฒนามาใช้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับนโยบายที่ผ่านมา พบว่ายังไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญอย่างการเมืองนำการทหาร ซึ่งควรถูกย้ำให้ชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากเป็นหลักการสำคัญในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
นางอังคณา ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ดำเนินมายาวนานกว่า 20 ปี แม้รัฐจะใช้งบประมาณไปแล้วมากกว่า 500,000 ล้านบาท แต่ความรุนแรงและความขัดแย้งยังไม่ยุติ โดยเน้นว่าปัญหาในพื้นที่ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทั่วไป แต่เป็นความขัดแย้งที่มีรากฐานจากความรู้สึก ของประชาชน ทั้งความรู้สึกไม่เป็นธรรม การถูกเลือกปฏิบัติ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีต ซึ่งถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ ทั้งภาษา วัฒนธรรม ศาสนา และความต้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งควรได้รับการเคารพและส่งเสริมอย่างจริงจัง
ในประเด็นการศึกษา นางอังคณา กล่าวถึงความกังวลของหน่วยงานความมั่นคงเกี่ยวกับภาระการเรียนของนักเรียนที่ต้องเรียนทั้งสายสามัญ ศาสนา และภาษามลายู โดยย้ำว่าการเรียนศาสนาและภาษาแม่เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน และเป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตในพื้นที่
พร้อมสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะเด็กจากครอบครัวยากจนที่เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้ยาก แม้จะมีนโยบายโควตาพิเศษ แต่ในทางปฏิบัติยังเอื้อประโยชน์ต่อผู้ที่มีฐานะมากกว่า
นางอังคณา สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การขาดระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการศึกษา โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีรายได้น้อย ขณะเดียวกัน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาและสถาบันการศึกษาในชุมชนกลับมีความพร้อมในการดูแลนักเรียนมากกว่าในบางมิติ
ในด้านกระบวนการยุติธรรม นางอังคณา ตั้งข้อสังเกตว่า แม้นโยบายจะกล่าวถึงการอำนวยความยุติธรรมและการเยียวยา แต่ยังไม่ตอบโจทย์ปัญหาความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมโดยเฉพาะกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงที่ผู้กระทำผิดยังไม่ถูกลงโทษ ซึ่งยุติธรรมเป็นรากฐานของความไว้วางใจ และการเยียวยาที่แท้จริงต้องรวมถึงการนำผู้กระทำผิดมารับผิด และการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
นางอังคณา ยังกล่าวถึงข้อกังวลจากเวทีระหว่างประเทศ ทั้งการใช้กฎหมายพิเศษต่อเนื่องยาวนาน การปฏิบัติที่อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิ เช่น การควบคุมตัว การซ้อมทรมาน การบังคับเก็บดีเอ็นเอ รวมถึงประเด็นปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิและความเชื่อมั่นของประชาชน
นางอังคณา ระบุว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่เพียงปัญหาระดับพื้นที่ แต่เป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แม้จะมีความพยายามในการพูดคุยสันติภาพมาอย่างต่อเนื่อง แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐยังไม่เพิ่มขึ้น สะท้อนจากสถานการณ์ความรุนแรงที่ยังเกิดขึ้น
นางอังคณา จึงตั้งคำถามสำคัญว่า รัฐจะสามารถลดความรุนแรง ควบคู่กับการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมือง การเคารพอัตลักษณ์ และการสร้างความยุติธรรมได้อย่างไร เพื่อให้เกิดความไว้วางใจและนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว