​เปิด 2 มุมมอง "ประชารัฐร่วมจ่าย" ทางรอดระบบหลักประกันสุขภาพ ?


โดย PPTV Online

เผยแพร่




'นายกแพทยสภา' หนุน "Co-Payment" ระบบหลักประกันสุขภาพ ระบุช่วยให้ประชาชนหันมาใส่ใจรักษาสุขภาพมากขึ้น ชี้ทั่วโลกไม่มีประเทศไหน ที่ประชาชนไม่ต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล ด้าน 'อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท' ขอให้คิดใหม่ปัจจุบันคนไทยร่วมจ่ายค่ารักษาผ่านเงินภาษีอยู่แล้ว ยันสิทธิบัตรทองช่วยชาวบ้านเข้าถึงบริการทางการแพทย์ขั้นพื้นฐาน


หลัง นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ "สิทธิบัตรทอง" เพื่อให้เกิดความมั่นคงในระยะยาว เนื่องจากงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวเพิ่มขึ้นทุกปี ตามอัตราค่าตอบแทนบุคลากรและเงินเฟ้อ โดยในปี 2559 รัฐจัดสรรผ่านสำนักงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) 1.23 ล้านล้านบาท สูงขึ้นจากในช่วง 10 ปีแรก ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งในปี 2545 – 2555 ซึ่งใช้งบประมาณรวมกันเพียง 6.85 แสนล้านบาท



งบประมาณค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 17% ของงบประมาณแผ่นดิน หรือคิดเป็น 4.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ส่งผลให้ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พยายามปรับปรุงระบบให้มีความยั่งยืน ข้อเสนอประชารัฐร่วมจ่าย หรือ "Co-Payment" จึงถูกหยิบยกขึ้นมาศึกษาความเป็นไปได้อีกครั้ง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนในวงกว้าง ทั้งฝ่ายสนับสนุนให้ดำเนินการเพื่อความมั่นคงและป้องกันการล้มละลายของระบบ และฝ่ายคัดค้านที่ยืนยันว่าการเข้าถึงระบบรักษาพยาบาล ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน


ในปี 2559 รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศเดินหน้านโยบาย "ประชารัฐ" โดยในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข นโยบายดังกล่าวถูกนำมาใช้กับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งขณะนี้ นพ.ปิยะสกล ได้ตั้งคณะกรรมการจัดทำแนวทางเพื่อระดมทรัพยากร เพื่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพ ขึ้นมาศึกษาแนวทางดังกล่าวอย่างรอบด้าน พร้อมยืนยันว่าการปรับปรุงระบบในครั้งนี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ล้มระบบ หรือมีแนวคิดให้ประชาชนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลแต่อย่างใด


ท่ามกลางการโต้แย้งด้วยเหตุผล ทีมนิวมีเดีย PPTV สัมภาษณ์บุคลากรวงการเสื้อกาวน์ ถึงเหตุผลทั้งด้านสนับสนุนและคัดค้าน เพื่อสะท้อนมุมมองและความคิดเห็นที่รอบด้าน ต่อการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดควบคู่ไปกับความยั่งยืนในระยะยาว



นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา บอกว่า แนวคิดประชาชนร่วมจ่ายในระบบหลักประกันสุขภาพ ไม่ใช่เรื่องใหม่และในหลายๆ ประเทศทั่วโลกก็ใช้แนวทางนี้ เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพและมีความมั่นคง โดยสถานการณ์ในประเทศไทย ปัจจุบันชัดเจนว่างบประมาณภาครัฐไม่เพียงพอ ดังนั้นเพื่อความยั่งยืนซึ่งรวมไปถึงการปลูกฝังให้ประชาชน หันมาตระหนักและใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จึงต้องปรับระบบให้ทุกคนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล โดยในบริบทของประเทศไทยนั้น ส่วนตัวคิดว่ามี 2 แนวทางที่เหมาะสม คือ 1. ร่วมจ่ายโดยการหักภาษีเงินได้คนละ 2% เช่นเดียวกับประเทศออสเตรเลีย หรือ 2. รัฐตรวจรักษาให้ฟรีแต่ประชาชนต้องจ่ายค่ายาเอง โดยหากเป็นยาพื้นฐานรัฐอาจให้ฟรี แต่ถ้าเป็นยาที่มีราคาแพงหรือยานอกบัญชียาหลัก ส่วนนี้ประชาชนต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง


"ประเทศเพื่อนบ้านเราและทั่วโลกไม่มีประเทศไหน ที่ประชาชนไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล ระบบเขาออกแบบมาให้ประชาชนทุกคนต้องร่วมจ่าย แต่เป็นไปในรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ ดังนั้นการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย ให้มีความมั่นคงและยั่งยืนโดยการให้ประชาชนร่วมจ่าย จึงถือเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาล ที่ต้องช่วยกันคิดหาแนวทางที่เหมาะสมและไม่กระทบกับประชาชนผู้มีรายได้น้อย"


นพ.สมศักดิ์ อธิบายต่อว่า การร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลของประชาชน ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะทำให้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การเปิดให้ประชาชนรักษาพยาบาลฟรี ส่งผลให้ปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือกลุ่มโรคเอ็นซีดีสูงขึ้นเป็นเท่าตัว แต่การร่วมจ่ายจะเป็นไปในรูปแบบใด และเพดานค่ารักษาจะอยู่ที่เท่าไหร่นั้น ถือเป็นเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุขต้องศึกษาต่อไป เนื่องจากแต่ละคนมีความแตกต่างด้านรายได้ที่ไม่เท่ากัน แต่อย่างไรก็ตามระบบร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล จะต้องไม่สูงมากจนทำให้เกิดการล้มละลาย และกลายเป็นปัญหาที่ทำให้ประชาชน ไม่กล้าเดินทางมารักษาพยาบาลอย่างในอดีต


"หลักๆ แล้วเรื่องการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล คือรัฐต้องการให้ประชาชนได้ตระหนักว่า การรักษาพยาบาลแต่ละครั้งนั้นมีค่าใช้จ่าย ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง นั่นก็คือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ซึ่งจริงๆ แล้วการดูแลรักษาสุขภาพ ควรบัญญัติเป็นหนึ่งในหน้าที่ของพลเมืองด้วย ที่สำคัญคือบางโรคที่เกิดจากการไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพ เช่น โรคที่เกิดจากการดื่มเหล้า หรือขับรถมอเตอร์ไซค์แล้วไม่ใส่หมวกกันน็อค รัฐควรแยกให้ชัดว่าโรคที่เกิดจากสาเหตุเหล่านี้ ประชาชนต้องร่วมจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลด้วย" นายกแพทยสภา ย้ำ



ด้าน นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิชล จ.นครศรีธรรมราช อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท มองว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือสิทธิบัตรทอง ถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่รัฐบาลต้องจัดสรรให้กับประชาชนทุกคน ให้สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพได้อย่างทั่วถึง หรือเรียกสั้นๆ ว่าเป็นระบบสวัสดิการของภาครัฐ หัวใจสำคัญของระบบนี้คือการลดปัญหา การเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ต่อผู้มีรายได้น้อยเมื่อเข้ารักษาพยาบาล เนื่องจากในอดีตระบบสงเคราะห์ได้ทำให้ เจ้าหน้าที่บางส่วนเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่มีสถานะยากจนหรือผู้ใช้สิทธิสงเคราะห์ ระบบหลักประกันสุขภาพในปัจจุบัน จึงถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยให้คนไทย เข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพมากขึ้น


"การพูดว่าทุกวันนี้ประชนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ไม่ได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบหรือจ่ายค่ารักษานั้น อยากให้คนที่คิดแบบนี้ปรับทัศนคติใหม่ เพราะต้องไม่ลืมว่างบประมาณแผ่นดิน มาจากภาษีของประชาชนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเงินได้สุทธิ ฯลฯ ดังนั้น การบอกว่าผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เข้ารับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขฟรีจึงไม่ถูกต้อง"


ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิชล บอกว่า ปัญหาที่หลายคนระบุว่างบประมาณเหมาจ่ายรายหัวที่สูงขึ้นทุกปี แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากงบประมาณรายหัวไม่ได้นำไปใช้จ่ายแค่การรักษาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงค่าแรงและค่าเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรด้วย ส่งผลให้ค่าเหมาจ่ายรายหัวในปี 2559 สำหรับด้านการรักษาอยู่ที่ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท จากทั้งหมด 1.23 แสนล้านบาท สำหรับแนวทางแก้ปัญหานอกจากรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือด้านค่าแรงมากขึ้นแล้ว ขณะเดียวกันต้องทบทวนด้วยว่าเงิน งบประมาณแผ่นดินทั้งหมด 2.2 ล้านล้านบาท รัฐบาลควรนำไปดำเนินนโยบายอะไรก่อน ซึ่งส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่ต้องคำนึงถึง 2 อันดับแรก คือ การลงทุนด้านสุขภาพ และด้านการศึกษา



"การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ ให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น ต้องชัดเจนว่าหากจะให้ประชาชนร่วมจ่าย จะต้องไม่ให้จ่าย ณ จุดบริการ เพราะจะทำให้เกิดปัญหาอย่างในอดีต ขณะเดียวกันถ้าจะเก็บจากหักระบบภาษี รัฐบาลต้องแจกแจงให้ชัดเจนว่าค่าบริการอะไรที่ให้ฟรี อะไรที่ประชาชนต้องร่วมจ่าย และร่วมจ่ายในอัตราเท่าใด เช่น การผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี หากผ่าตัดตามมาตรฐานปกติประชาชนไม่ต้องเสียเงิน แต่ถ้าผู้ป่วยต้องการแผลเล็กๆ ซึ่งหมอจะต้องใช้กล้องผ่าตัดและเครื่องเย็บแผล ตรงนี้ถือเป็นส่วนต่างที่ต้องร่วมจ่ายค่ารักษาด้วย เพราะถือว่าไม่ใช่การรักษาตามมาตรฐานพื้นฐาน" อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ทิ้งท้าย


สุดท้ายนโยบาย "ประชารัฐ" จะเป็นไปในทิศทางใด และรูปแบบการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนจะเป็นไปในรูปแบบไหน เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต้องจับตา..


Content: สุริยัน ปัญญาไว

Graphic Design: สถิตย์พงษ์ คำลอย



TOP ประเด็นร้อน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ